อีกแล้วเหรอ? ไม่ไหวแล้วนะ ทำอะไรไม่เคยได้เลย
ถ้ามีเด็กคนหนึ่ง สอบตกซ้ำ ๆ ตื่นสายเป็นประจำ เล่นกีฬาก็ไม่เก่ง ทำอะไรก็มักพลาด ชอบหนีปัญหา ร้องไห้ง่าย ถูกเพื่อนแกล้งอยู่เรื่อย ๆ และทุกครั้งที่ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนตัวเอง ไม่นานก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม
ถ้าเด็กคนนี้เดินมาหาเราแล้วพูดว่า
“ครั้งนี้ ฉันจะทำให้ได้”
เราจะเชื่อเขาไหม
หรือเสียงในหัวเราดังก้องกังวาลว่า
“เอาอีกแล้วเหรอ”
นี่อาจเป็นหนึ่งในความทุกข์ที่เงียบมาก ที่ไม่ได้มาจากการถูกด่า หรือถูกลงโทษ และไม่ใช่แม้แต่การถูกปฏิเสธตรง ๆ แต่เป็นความทุกข์จากการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนที่ดูเหมือน หรือรู้ล่วงหน้าไปแล้วว่า
เราทำไม่ได้
ก่อนที่เราจะได้ลองเสียอีก ก่อนสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นจริงเสียอีก
How ทุกข์
การเดินทางที่พาคุณ
เข้าใจความทุกข์
และผลิบานสู่ความสุข
เรานั่งไทม์ แมชชีนไปหาและอยู่กับโนบิตะหลายครั้ง นานพอจะทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมคนรอบตัวเขาถึงคิดแบบนั้น
โนบิตะไม่ได้ล้มเหลวเพียงครั้งเดียว สอบได้ศูนย์ มาสาย ลืมของ ถูกไจแอนท์แกล้ง แพ้การแข่งขัน สัญญาว่าจะอ่านหนังสือ แล้วก็หลับ บอกว่าจะไม่ใช้ของวิเศษในทางผิด แล้วไม่นานก็สร้างเรื่องอีก เขาทำซ้ำแล้วซ้ำอีก
มีคำที่เรากล่าวกันเสมอ ผิดครั้งแรกเป็นครู ผิดครั้งที่สองเป็น … แต่นี่เขาพลาดแล้วพลาดอีก ถ้าเราเป็นพ่อแม่ เป็นครู เป็นเพื่อน หรือแม้แต่เป็นโดราเอมอน เราก็คงเหนื่อยเหมือนกัน เราจะยังคงเชื่อและไว้ใจ และให้โอกาสเขาไหม
เพราะการเชื่อในใครสักคนหลังจากเห็นเขาพลาดครั้งเดียวอาจไม่ยาก แต่การยังเชื่อหลังจากเห็นเขาพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ไม่ใช่ไม่มีใครรักโนบิตะ พ่อแม่รักเขา ชิซูกะเป็นห่วงเขา โดราเอมอนรักเขา แต่การรักใครสักคน กับ การเชื่อว่าเขาสามารถเติบโตได้ เขาสามารถรับผิดชอบได้ ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
เราสามารถรักลูกมาก แต่อาจจะยังไม่เชื่อ หรือยังไม่มั่นใจว่าเขาจะรับผิดชอบตัวเองได้ อาจจะรักแฟนของเรามาก แต่หลายครั้งเราก็ไม่เชื่อว่า เขาจะตัดสินใจได้ดี รักเพื่อนคนนี้มาก แต่คิดว่าเขาคงเปลี่ยนไม่ได้ในเรื่องนี้
เรารักใครบางคนมากเสียจน เราไม่ยอมให้เขาทำอะไรที่อาจล้มเหลว กลัวว่าเขาจะรับกับความล้มเหลว รับกับงานอันหนักและใหญ่โตได้ และโดยไม่รู้ตัว ความรักนั้นอาจกำลังส่งข้อความว่า “ฉันไม่เชื่อว่าเธอรับมือกับมันได้”
คำว่า “เชื่อ” นั้นเป็นคำที่ซับซ้อนมาก เพราะการเชื่อในใครสักคน ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องเชื่อว่าเขาเก่ง เขาจะทำสำเร็จ เขาจะไม่ทำผิดอีก หรือเป็นการปิดตาข้างหนึ่ง หรือบางคนปิดตาสองข้างเพื่อจะไม่มองข้อจำกัดของเขา
ถ้าโนบิตะบอกว่า “พรุ่งนี้ฉันจะสอบได้ร้อยเต็มแน่นอน” การเชื่อในโนบิตะ ไม่ได้หมายความว่าโดราเอมอนต้องตอบว่า “แน่นอน นายต้องได้ร้อยเต็ม” ทั้งที่โนบิตะยังไม่ได้อ่านหนังสือเลย นั่นอาจไม่ใช่ความเชื่อ มันอาจเป็นเพียง การปลอบใจ
การเชื่อในใครสักคนอาจหมายถึงบางอย่างที่ต่างออกไป
เราเห็นว่าเขายังทำไม่ได้ แต่ไม่รีบสรุปว่า เขาจะไม่มีวันทำได้
เราเห็นว่าเขาพลาด แต่ไม่เอาความผิดพลาดนั้นไปเขียนเป็นอนาคตทั้งหมดของเขา
เราเห็นข้อจำกัดแต่ไม่ใช้ข้อจำกัดนั้นอธิบายตัวตนทั้งหมดของเขา และแม้วันนี้เขายังไม่พร้อม เราก็ยังเว้นพื้นที่เล็ก ๆ ไว้ว่า วันหนึ่ง เขาอาจเป็นได้มากกว่าที่เราเห็นในวันนี้
ตั้งแต่ตอนแรก โนบิตะไม่ได้เพียงสอบได้ศูนย์แต่การได้คะแนนศูนย์นั้นค่อย ๆ กลายเป็นหลักฐานที่ทำให้เขาเชื่อติดตัวว่าเขาเรียนไม่เก่ง พอมีอะไรที่เกี่ยวกับการเรียน การท่องจำ สมองก็จะพร่ำบอกตัวเขาว่า เขาเรียนไม่เก่ง ไม่ไหว ทั้ง ๆ ที่ตอนผจญภัย โนบิตะสามารถเรียนรู้และจำข้อมูลได้มากมาย ทั้งที่ทั้งสองแบบเป็นการเรียนรู้เหมือนกัน แต่ต่างวิธีการกัน
จากเรียนไม่เก่งกลายเป็นทำอะไรไม่เก่ง และจากทำอะไรไม่เก่งกลายเป็น “ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่อง” เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำมากพอ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่วันที่คนอื่นเลิกเชื่อในเรา แต่คือวันที่เราเริ่มเห็นตัวเอง
ผ่านสายตาของคนที่ไม่เชื่อในเรา
เด็กคนหนึ่งอาจได้ยินว่า “อย่าให้เขาทำเลย เดี๋ยวพัง” “อย่าปีนต้นไม้นะ เดี๋ยวตกลงมาแขนขาหัก” “อย่าทำแบบนี้นะ มันเลอะ” หลายครั้งจนวันหนึ่ง เขาไม่ต้องรอให้ใครพูด เขาพูดเองว่า “ฉันทำไม่ได้หรอก” เด็กอาจได้ยินว่า “วิชานี้เขาไม่เก่ง” จนเขาไม่เปิดหนังสือวิชานั้นอีก
ใครบางคนอาจถูกบอกว่า “เธอไม่ใช่คนเป็นผู้นำ” จนเขาไม่ยกมือรับผิดชอบอะไร ใครบางคนอาจถูกมองว่า “เธออ่อนไหวเกินไป” จนเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์ของตัวเองเป็นข้อบกพร่อง
เราไม่จำเป็นต้องขังใครไว้เลย เพียงทำให้เขาเชื่อว่า ประตูนั้นเปิดไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งเขาจะหยุดพยายามเปิดมันเอง
การมีใครสักคนเชื่อในเราจึงสำคัญมาก ไม่ใช่เพราะคำพูดของเขามีพลังวิเศษ ไม่ใช่เพราะมีใครเชื่อแล้วเราจะประสบความสำเร็จแน่นอน แต่เพราะก่อนที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อในตัวเองขึ้นมาได้ เขาอาจต้องยืมความเชื่อของใครอีกคนมาใช้ก่อน
ลองคิดถึงเด็กเล็กคนหนึ่งที่กำลังจะเดินเป็นครั้งแรก เขายืนขึ้น เซ ล้ม ร้องไห้ แล้วลุกใหม่
ถ้าเราผู้ที่เป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอา คนที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้รับประกันว่า ครั้งนี้เขาจะไม่ล้ม เราเองก็รู้ว่า เขาอาจล้มอีก เพราะเป็นเรื่องปกติ ที่เขาจะล้ม และจะค่อย ๆ เรียนรู้ในการเดิน แต่เรายื่นมือออกไป มองเขา และเรียกให้เขาเดินมา สิ่งที่มือคู่นั้นกำลังบอกอาจไม่ใช่ “เธอจะไม่ล้ม” แต่มันคือ “ลองมาเถอะ ถ้าล้ม เราอยู่ตรงนี้”
ความสุขที่มาจากความสัมพันธ์ถึงสำคัญในชีวิตคนเรา ความสัมพันธ์ที่ดีทำให้เรามี Secure Base หรือฐานที่มั่นคง ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยคือสถานที่ที่เราแต่ละคนสามารถเข้าไปหลบ เมื่อเราพบสิ่งต่าง ๆ ที่น่ากลัวภายนอก และฐานความสัมพันธ์ที่มั่นคงนี้ไม่ได้ให้เราหลบ หรือกลับมาพัก แต่ฐานความสัมพันธ์ที่มั่นคงทำให้เรากล้าออกไปผจญสิ่งต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าเด็กหรือใครก็ตามที่รู้ว่า เมื่อตัวเองเหนื่อย กลัว ไม่ไหว จะมีบ้านที่ปลอดภัย อบอุ่น รออยู่เสมอ เขาจะกล้าเดินออกไปไกลขึ้น คนที่รู้ว่าถ้าพลาดแล้วจะไม่ถูกลดทอนคุณค่าในตัวเอง ไม่ได้หมายถึงเขาไม่เหมาะกับงานนี้ เขาอาจกล้าลองสิ่งที่ยากขึ้นและจะกล้าเสนอความคิดใหม่ ๆ นักเรียนที่รู้ว่า ตอบผิดแล้วไม่ถูกทำให้อับอาย จะกล้ายกมือและกล้าถามมากขึ้น
เราทุกคนอาจจะเคยล้มเหลว แต่มันก็คือ “คนที่ล้มเหลวในเรื่องหนึ่ง ครั้งหนึ่ง” ไม่ใช่ “นี่คือคนล้มเหลว”
โดราเอมอนสำหรับโนบิตะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องของวิเศษที่คอยสปอย ตามใจโนบิตะ แต่โดราเอมอนคือพื้นที่ที่ไม่ว่าโนบิตะเป็นอย่างไร เขาสามารถกลับมาแล้วร้องไห้ กลับมาพูด กลับมาระบายความทุกข์ที่มีให้โดราเอมอนฟังได้ทุกครั้ง แน่นอนในฝั่งโดราเอมอนเองก็อยู่ในกระบวนการพัฒนาเช่นกัน โดราเอมอนดุ โมโห เบื่อ ไม่ยอมช่วยทุกครั้ง บางครั้งก็พูดแรง ทะเลาะกับโนบิตะ ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เป็นภาพของผู้ดูแลสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรเกิดขึ้น โนบิตะยังสามารถกลับมาหาโดราเอมอนได้เสมอ
มนุษย์เราไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ปรบมือ ร่วมยินดีให้เราเวลาชนะ แต่เราต้องการคู่ชีวิต ครอบครัว เพื่อน หรือคนที่เราคิดว่าเขาสนิทกับเราที่ยังมองเห็นเรา ในวันที่เราแพ้ คนที่ไม่จำเป็นต้องบอกว่า เธอเก่งที่สุด แต่สามารถพูดว่า “เรื่องนี้เธอทำพลาดจริง” เพียงเท่านั้น โดยไม่ได้มีคำต่อท้ายว่า “เห็นไหมฉันบอกแล้ว” หรือ “อีกแล้วนะ” “ทำไมเป็นคนอะไรไม่เคยได้เรื่องสักอย่าง”
นี่คือสิ่งที่แตกต่างระหว่าง การประเมินสิ่งที่กระทำ กับ การตัดสินตัวตน
“ครั้งนี้เธอไม่อ่านหนังสือ เธอจึงสอบตก” นั้นต่างจาก “เธอสอบตกเพราะเธอเป็นเด็กขี้เกียจ”
“งานนี้ยังไม่ดีพอ” ต่างจาก “เธอไม่เก่งพอ”
“สิ่งที่เธอทำทำให้คนอื่นเจ็บ” ต่างจาก “เธอเป็นคนแย่”
ประโยคแรกยังเหลือพื้นที่ให้เปลี่ยนแปลง ในขณะที่ประโยคหลังอาจกำลังปิดประตูนั้นเรียบร้อยแล้ว
ประโยคแรกคือ สิ่งที่ฉันทำ ถ้าสิ่งที่ฉันทำเป็นปัญหา ฉันยังสามารถฝึกฝนใหม่ ลองทำอีกทีให้ดีขึ้น ปรับปรุงแก้ไข หรือหาวิธีทำแบบใหม่ที่มันดีกว่าเดิม แต่ประโยคหลังคือ สิ่งที่ฉันเป็น ตัวตนกลายเป็นปัญหา จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก
นี่คือความทุกข์ ที่ส่งผลต่อคนที่ไม่มีใครเชื่อ แต่เพราะทุกความผิดพลาด ถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า “เห็นไหม เรารู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นแบบนี้” เราต้องตระหนักและระมัดระวังตัวอยู่เสมอ อนาคตของเราถูกเขียนและกำหนดด้วยอดีตของเราไปเรียบร้อยแล้ว
ในขณะเดียวกัน How ทุกข์ ไม่ได้กำลังจะบอกว่า ถ้ามีใครสักคนเชื่อในเรา เราจะทำได้ทุกอย่าง เราอาจเคยได้ยินประโยคว่า “ถ้าเชื่อในตัวเองมากพอ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”
มันฟังดูดีนะ แต่ไม่จริงทั้งหมด มนุษย์มีข้อจำกัดไม่ว่าจะทางร่างกาย เวลา ทรัพยากร เรามีโครงสร้างทางสังคม โอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน ความสามารถ ความสนใจต่างกัน บางความฝันนั้นต่อให้พยายามมากเท่าไร ก็อาจจะใช้เวลาอย่างยาวนานจนล้มเลิกไปเสียก่อน และอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้
การเชื่อในใคร จึงไม่ควรหมายถึงการปฏิเสธความจริง ถ้าเด็กต้องการความช่วยเหลือ ถ้าเขายังไม่มีทักษะ เราช่วยสนับสนุนเขา หรือช่วยปรับสภาพแวดล้อม โดยเราไม่จำเป็นต้องโกหกเพียงเพื่อไม่อยากให้เขาเสียใจ แต่บอกความเป็นจริงเรื่องเวลาที่ต้องใช้ วิธีการฝึกฝน และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในข้อจำกัดที่เขามีในโลกความเป็นจริง
ฉะนั้น การเข้าใจความเป็นจริง หรือ Realistic Hope ไม่ใช่เพื่อให้เสียใจ ท้อใจ หมดหวัง แต่เพื่อให้เราได้ประเมินตามความเป็นจริง และปรับทิศทาง ปรับความคาดหวัง ปรับวิธีการให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เรามี ความหวังที่มองเห็นโลกตามจริง เราเห็นอุปสรรคแต่ยังมองหาทาง เราเห็นข้อจำกัด แต่ยังถามว่าภายในข้อจำกัดนั้นอะไรยังเป็นไปได้ เราไม่บอกว่า “ทุกอย่างจะต้องดี” แต่ถามว่า “ถ้ามันไม่เป็นอย่างที่หวัง เรายังทำอะไรต่อได้บ้าง” เราไม่สัญญาว่า “เธอจะไม่ล้ม” แต่บอกว่า “ถ้าล้มเราค่อยหาวิธีลุกกันอีกครั้ง” ไม่แน่ว่าเมื่อเราปรับก็อาจจะค้นพบหนทางที่ดีกว่าก็เป็นไปได้
เราอาจจะสงสัยว่า ทำไมการมีคนอื่นที่เชื่อในเรา จึงสามารถเปลี่ยนเราได้
คนที่เชื่อในเรา ไม่ได้เพียงบอกว่า “เธอเก่ง” แต่เขาอาจมอบโอกาสให้ มอบงานให้ ให้เราลอง รอให้เราคิด ไม่รีบตอบแทน ไม่รีบช่วย ไม่รีบสรุป และเมื่อเราพลาด เขาไม่รีบเอาความผิดพลาดนั้นกลับมาใช้เป็นหลักฐานว่า “ฉันคิดไว้แล้วว่าเธอทำไม่ได้”
ความเชื่อ จึงไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่ถูกแสดงออกผ่านแววตา สีหน้า การกระทำ และความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกันและกัน
ถ้าพ่อแม่บอกลูกว่า แม่เชื่อในตัวลูก แต่ไม่เคยให้ลูกตัดสินใจอะไรเอง เด็กจะเชื่อประโยคไหน คำพูดหรือการกระทำ ถ้าครูบอกว่า ครูเชื่อว่าทุกคนเรียนรู้ได้ แต่เรียกเฉพาะเด็กเก่งตอบคำถาม เด็กคนอื่นจะได้ยินอะไร ถ้าหัวหน้าบอกว่า ผมไว้ใจทีม แต่ตรวจทุกบรรทัด แก้ทุกงาน ตัดสินใจทุกเรื่อง ทีมจะรู้สึกว่าตัวเองได้รับความไว้วางใจจริงหรือ
การเชื่ออาจต้องมีราคาที่คนเชื่อยอมจ่ายด้วยนั่นคือ ความเสี่ยง เพราะทันทีที่เราให้ใครลอง เขาอาจพลาด | ทันทีที่เราให้ลูกเลือก เขาอาจเลือกไม่เหมือนเรา | ทันทีที่เราให้ทีมตัดสินใจ ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ | ทันทีที่โดราเอมอนไม่หยิบของวิเศษออกมา โนบิตะอาจล้มเหลว ดังนั้น การพูดว่า “ฉันเชื่อในเธอ” จริง ๆ แล้วอาจหมายถึง “ฉันยอมรับความเป็นไปได้ว่า เธออาจทำพลาด แต่ฉันจะไม่ใช้ความผิดพลาดนั้น เป็นเหตุผลที่จะพรากโอกาสทั้งหมดของเธอไป และไม่ใช่ความผิดพลาดนั้น มาตอกย้ำเธอ”
ในตอนที่ 7 ความทุกข์ของคนที่อยากช่วย แต่มันไม่ช่วย กับ ตอนที่ 8 นี้ เป็นเหรียญคนละด้านของเหรียญเดียวกัน บางครั้งเราต้องชะลอ หรือถอย หรือหยุด เพื่อให้อีกคนได้ลอง แต่การถอยมือออกไม่ได้แปลว่า เราต้องถอย หรือหยุดเชื่อในเขาออกไปด้วย
เราอาจไม่ทำการบ้านให้ลูกแต่ยังเชื่อว่าเขาเรียนรู้ได้ | เราอาจไม่โทรไปจัดการปัญหาให้แต่ยังพร้อมฟังหลังจากเขากลับมา | เราอาจไม่ตัดสินใจแทนแต่ช่วยเขาคิด | เราอาจไม่เดินแทนแต่ยังอยู่ตรงปลายทาง
สิ่งที่มนุษย์เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่คนที่เชื่อว่าเราจะชนะเสมอ แต่คือคนที่เชื่อว่าแม้ในวันที่เราแพ้ เรายังไม่หมดความเป็นไปได้
สิ่งที่โดราเอมอนนำมาจากศตวรรษที่ 22 ไม่ใช่แค่ขอวิเศษมากมาย ประตูไปที่ไหนก็ได้ คอปเตอร์ไม้ไผ่ ไทม์แมชชีน หรือของวิเศษชิ้นไหนเลย เพราะของเหล่านั้นแก้ปัญหาให้โนบิตะได้เพียงชั่วคราว บางครั้งยังสร้างปัญหาเพิ่มเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่อยู่กับโนบิตะนานกว่าของวิเศษทุกชิ้น คือการมีใครบางคนที่ได้เห็นด้านที่แย่ที่สุดของเขา เห็นเขาสอบตก เห็นเขาโกหก ขี้เกียจ เห็นเขาหนี เขาเห็นแก่ตัว เห็นเขาร้องไห้ เห็นเขาทำเรื่องเดิมซ้ำ และยังไม่สรุปว่า นี่คือตัวตนของโนบิตะ และโนบิตะไม่มีทางเปลี่ยนได้อีกต่อไป
การเชื่อในใครสักคน ไม่ใช่การมองไม่เห็น แต่คือการไม่ใช้สิ่งที่เขาเป็นในวันนี้ไปปิดกั้น ทุกสิ่งที่เขาอาจเป็นได้ในวันหน้า
MidNight Tweet
ถ้าความเชื่อของเราต้องเริ่มต้น จากการมีใครบางคนเชื่อในเราก่อนแล้วคนที่ไม่เคยมีใครเชื่อเลยจะทำอย่างไร
ไม่ใช่ทุกคนจะมีโดราเอมอน ไม่ใช่ทุกคนจะเติบโตในครอบครัวที่มองเห็นความเป็นไปได้ของเขา ไม่ใช่ทุกคนจะเจอครูที่ให้โอกาส ไม่ใช่ทุกคนจะมีเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ และเราคงไม่ควรพูดกับคนเหล่านั้นง่าย ๆ ว่า “ก็เชื่อในตัวเองสิ”
เพราะบางครั้งการเชื่อในตัวเอง ไม่ใช่ปุ่ม ที่เรากดแล้วเปิดได้ทันที
ถ้าเราใช้เวลาหลายปีถูกพร่ำบอก ถูกหล่อหลอมว่า เราไม่เก่ง ไม่เหมาะ ไม่มีทาง ทำไม่ได้ ไม่น่าจะรอด หรือไม่คู่ควร
เสียงเหล่านั้นอาจกลายเป็นเสียงภายในของเราไปแล้ว
ดังนั้น การสร้างความเชื่อใหม่ ไม่ได้เริ่มจาก “ฉันทำได้ทุกอย่าง” แต่เริ่มจากสิ่งเล็กกว่านั้นมาก “เรื่องนี้ฉันขอลองอีกครั้งได้ไหม” จากฉันทำไม่ได้ เป็นฉันยังทำไม่ได้ จากฉันเป็นคนล้มเหลวเป็นครั้งนี้ฉันล้มเหลว จากไม่มีทางเป็นฉันยังไม่เห็นทาง จากฉันไม่เก่งเป็นฉันยังต้องเรียนรู้ เราเพียงไม่ยอมให้วันนี้ มีอำนาจมากพอที่จะตัดสินทั้งชีวิต
ในขณะที่เรายังเชื่อในตัวเองไม่ไหว เรานั้นสามารถเริ่มจากการมองหาหลักฐานเล็ก ๆ ว่าครั้งหนึ่ง เราเคยผ่านบางอย่างมาได้ เคยเรียนรู้สิ่งที่เคยทำไม่ได้ เคยกลัวแล้วทำ เคยขอความช่วยเหลือ เคยเปลี่ยนใจ เคยล้มแล้วลุก เคยเริ่มใหม่
ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่า เราจะทำได้ทุกอย่าง แต่เพื่อเตือนตัวเองว่าตัวเราในวันนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อจำกัดของตัวเราในวันพรุ่งนี้
สิ่งที่โดราเอมอนทำให้โนบิตะมาตลอด ไม่ใช่ทำให้เขาเชื่อว่า เขาเก่งที่สุดเพราะเขาไม่ได้เก่งที่สุด ไม่ใช่ทำให้เขาเชื่อว่า เขาจะชนะทุกครั้งเพราะเขาแพ้บ่อยมาก ไม่ใช่ทำให้เขาเชื่อว่า เขาจะไม่ทำผิดอีกเพราะเขายังทำผิดอยู่เรื่อย ๆ แต่การมีโดราเอมอนอยู่ตรงนั้น ทำให้โนบิตะเรียนรู้ว่า การล้มเหลวครั้งหนึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคำตัดสินสุดท้ายว่าเขาเป็นใคร
วันหนึ่งความเชื่อที่เคยอยู่ในสายตาของอีกคน อาจค่อย ๆ ย้ายเข้ามาอยู่ในสายตาที่เราใช้มองตัวเองจากเขาเชื่อว่าฉันทำได้ ค่อย ๆ กลายเป็น บางที ฉันอาจทำได้ และกลายเป็นฉันจะลอง ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้น
นี่เป็นของขวัญที่สำคัญมากที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถมอบให้อีกคนได้ คือการมองใครสักคนในวันที่เขายังทำไม่ได้ และไม่รีบตัดสินว่าเขาจะไม่มีวันทำได้
ในบางครั้ง ก่อนที่เราจะเชื่อในตัวเองได้ เราอาจต้องการใครสักคนที่เก็บความเชื่อนั้นไว้ให้เราก่อน ในวันที่เราเหนื่อยเกินไป กลัวเกินไป ผิดหวังเกินไป หรือเคยล้มเหลวมามากเกินไป จนยังถือมันไว้เองไม่ไหว เขาไม่ได้ถือมันไว้เพื่อให้เราพึ่งพาเขาตลอดไป แต่ถือไว้จนวันหนึ่งเราสามารถรับมันกลับมา
แล้วพูดกับตัวเองได้ว่า “ครั้งนี้…ขอลองอีกครั้ง”
หวังว่าคุณจะเข้าใจความทุกข์มากขึ้น
เพื่อผลิบานสู่ความสุขในการเดินทางนี้