ถ้ามีใครสักคนมาช่วยเรา คุณว่าดีไหม?
มีความทุกข์บางอย่างที่เกิดขึ้นเพราะไม่มีใครช่วยเรา
แต่ก็มีความทุกข์อีกแบบหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นเพราะ… มีคนช่วยเรามากเกินไป
ฟังดูแปลก
เพราะคำว่า “ช่วย” เป็นคำที่เรามักวางไว้ฝั่งเดียวกับความดี
เห็นใครล้มเราช่วยพยุง เห็นใครหิวเราให้อาหาร เห็นใครทำไม่ได้เราเข้าไปช่วยทำ เห็นใครกำลังร้องไห้เราอยากทำให้เขาหยุดร้อง
ยิ่งเรารักใครมากเท่าไร เรายิ่งไม่อยากเห็นเขาเจ็บ ไม่อยากเห็นเขาผิดหวัง ไม่อยากเห็นเขาล้มเหลว และถ้าเรามีบางอย่างที่สามารถทำให้ความทุกข์ของเขาหายไปได้ มันก็ดูสมเหตุสมผลเหลือเกินว่า เราควรทำ
แต่…ถ้าเราช่วยทุกครั้งล่ะ ถ้าเราเข้าไปแก้ทุกปัญหา ถ้าเราไม่เคยปล่อยให้คนที่เรารักได้เผชิญกับความผิดหวัง ถ้าเราทำทุกอย่างแทนเขา วันหนึ่งสิ่งที่เราเรียกว่า “ความช่วยเหลือ” ยังคงช่วยเขาอยู่หรือเปล่า
มีครอบครัวพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่ง ที่พ่อเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ทำและดูแลแม่และลูกอย่างดี แต่มีเหตุที่ทำให้คุณพ่อต้องล่วงหลับไปก่อน และแม่กับลูกต้องเผชิญชีวิตต่อ กลายเป็นว่า ครอบครัวนี้ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ เพราะพ่อเป็นผู้ที่รับผิดชอบทุกอย่าง กว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ก็ใช้เวลา การช่วยที่ดีกลับกลายเป็นอุปสรรคในการก้าวไปต่อในชีวิต
How ทุกข์
การเดินทางที่พาคุณ
เข้าใจความทุกข์
และผลิบานสู่ความสุข
ถ้าเราอยากเห็นภาพของคำถามนี้ เราอาจไม่ต้องมองไปไกลเลย ไม่ต้องนั่งไทม์แมชชีนไปดู ลองเปิดลิ้นชักโต๊ะของโนบิตะดูแล้วเรียกชื่อหนึ่งขึ้นมา
“โดราเอมอน…”
โนบิตะสอบไม่ได้… โดราเอมอน
ถูกไจแอนท์แกล้ง… โดราเอมอน
อยากเอาชนะซูเนโอะ… โดราเอมอน
อยากให้ชิซูกะสนใจ… โดราเอมอน
มีเรื่องที่ตัวเองแก้ไม่ได้… โดราเอมอน
บางครั้ง แค่มีเรื่องที่ไม่อยากลงมือทำด้วยตัวเอง ก็ยัง… โดราเอมอน และเมื่อโนบิตะเรียก หลายครั้งสิ่งที่ตามออกมาจากกระเป๋าสี่มิติก็คือ ของวิเศษ
ถ้ามองจากด้านหนึ่งนี่อาจเป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดในโลก เรามีใครสักคนที่สามารถแก้ปัญหาแทบทุกอย่างให้เราได้
เดินทางไกลเกินไป? มีประตูไปที่ไหนก็ได้ | อยากบิน? มีคอปเตอร์ไม้ไผ่ | อยากกลับไปแก้อดีต? มีไทม์แมชชีน | อยากได้สิ่งที่โลกปัจจุบันยังไม่มี? กระเป๋าสี่มิติอาจมีคำตอบ ถ้าเรามีคนแบบนี้อยู่ข้าง ๆ ชีวิตคงง่ายขึ้นมาก
แล้วถ้าทุกครั้งที่โนบิตะเจอปัญหา มีของวิเศษออกมาช่วยทันทีโนบิตะกำลังเรียนรู้อะไร
ของวิเศษสามารถเพิ่มความสามารถให้โนบิตะได้อย่างมหาศาล แต่ของวิเศษไม่ได้เพิ่ม ความสามารถในการรับมือกับชีวิตให้โนบิตะเสมอไป
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน วันนี้เราอาจทำสิ่งหนึ่งได้เพราะมีเครื่องมือ มีเงิน มีเทคโนโลยี มีพ่อแม่ มีครู มีหัวหน้า มีเพื่อน มีคนรัก หรือมีใครบางคนคอยจัดการทุกอย่างให้ แต่คำถามคือ ถ้าวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นหายไป เรายังทำอะไรได้บ้าง
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับโนบิตะ มันเกิดขึ้นในบ้านของเราทุกวัน
เด็กกำลังเก็บของ แต่เก็บไม่เรียบร้อย “เดี๋ยวแม่เก็บเอง” | การบ้านยาก “เอามา เดี๋ยวสอน…ไม่สิ เดี๋ยวทำให้ดู” | เด็กทะเลาะกับเพื่อน ผู้ใหญ่รีบโทรหาโรงเรียน | เด็กถูกปฏิเสธ เรารีบหาวิธีทำให้เขาไม่ต้องเสียใจ | เด็กกำลังจะล้ม มือของเรายื่นออกไปก่อนที่เท้าของเขาจะเสียหลักเสียอีก
ทั้งหมดนี้ อาจเริ่มต้นจากสิ่งเดียวกัน เราไม่อยากเห็นคนที่เรารักทุกข์ และมันไม่ได้ผิด เพราะมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อรับมือกับทุกอย่างเพียงลำพัง
เด็กต้องการผู้ดูแล | คนป่วยต้องการการดูแล | คนที่กำลังอยู่ในวิกฤตอาจต้องการใครสักคนเข้ามาช่วยจริง ๆ | บางสถานการณ์การไม่เข้าไปช่วยต่างหากที่เป็นปัญหา
ดังนั้น How ทุกข์ ไม่ได้กำลังจะบอกว่า “อย่าช่วยใคร” หรือ “ปล่อยให้เขาล้มเอง เดี๋ยวก็เรียนรู้” เพราะบางครั้ง ถ้าเราไม่ช่วย เขาไม่ได้เรียนรู้
เขาเพียงแค่เจ็บ
คำถามจึงไม่ใช่ ช่วย หรือ ไม่ช่วย แต่น่าจะเป็นเราจะช่วยอย่างไร
ลองคิดถึงการช่วยสักหลายแบบ เราทำแทนได้ | เราบอกคำตอบได้ | เราสอนได้ | เราชี้ทางได้ | เราจับมือได้ | เราจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะขึ้นได้ | เราหาเครื่องมือให้ได้ | เราเปิดโอกาสให้ลองได้ | เรายืนอยู่ข้าง ๆ ได้ และบางครั้งเราอาจเพียงพูดว่า “ลองก่อน ถ้าไม่ไหว เราอยู่ตรงนี้”
ทั้งหมดคือความช่วยเหลือ แต่ผลที่เกิดขึ้นกับอีกคนอาจต่างกันมาก
สมมติเด็กคนหนึ่งกำลังพยายามเปิดขวดน้ำ เขาเปิดไม่ได้ เรามีทางเลือกง่ายที่สุด หยิบขวดมา เปิดให้ ส่งคืน ปัญหาจบ เด็กได้น้ำ เราช่วยสำเร็จ
แต่เราอาจมีอีกทางหนึ่ง
จับขวดให้มั่นขึ้น บอกให้เขาลองหมุนอีกครั้ง หรือคลายฝาให้เล็กน้อย แล้วส่งกลับไป “ลองดูอีกที” คราวนี้เราไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปทั้งหมด แต่เราเปลี่ยนระดับความยากให้มันอยู่ในระดับที่เขายังสามารถลงมือเองได้ สิ่งที่เราให้เขาจึงไม่ได้มีเพียงขวดน้ำที่เปิดแล้ว แต่คือประสบการณ์ว่า “ฉันทำได้”
ในจิตวิทยาการเรียนรู้มีแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมาก เราอาจเรียกมันง่าย ๆ ว่า
นั่งร้าน | Scaffolding
เวลาสร้างอาคาร นั่งร้านถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้คนทำงานขึ้นไปถึงจุดที่ยังไปไม่ถึงมันช่วยพยุง ช่วยให้ทำงานได้ ช่วยให้สิ่งที่ยากเกินไปกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับนั่งร้านคือ มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออยู่ตลอดไป เมื่ออาคารสามารถตั้งมั่นคงได้ด้วยตัวมันเอง นั่งร้านก็ต้องค่อย ๆ ถูกถอดออก เพราะเป้าหมายของนั่งร้านไม่ใช่ทำให้อาคารพึ่งพานั่งร้านตลอดชีวิต
ความช่วยเหลือของมนุษย์อาจคล้ายกัน ในตอนแรกเราอาจต้องช่วยมากจากนั้นช่วยน้อยลง จากทำให้กลายเป็นทำด้วยกัน จากทำด้วยกันกลายเป็นให้เขาลอง จากให้เขาลองกลายเป็นยืนอยู่ใกล้ ๆ และวันหนึ่งเราอาจเพียงมองอยู่ห่าง ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ใช่เพราะเราเลิกรักแต่เพราะสิ่งที่เราเคยช่วย เขาทำได้เองแล้ว
สิ่งที่ยากกว่าเรื่องการคิดหาวิธีช่วยนั่นคือ หลายครั้งคนที่ปล่อยไม่ได้ อาจะไม่ใช่คนที่ถูกช่วย แต่คือ คนที่ช่วย
ถ้าเราเป็นพ่อแม่ วันหนึ่งลูกไปโรงเรียนเองได้ แก้ปัญหากับเพื่อนเองได้ ตัดสินใจเองได้ หาเงินเองได้ และวันหนึ่งเขาอาจมีชีวิตที่ไม่ต้องถามเราทุกเรื่องอีกแล้ว
เรารู้สึกอย่างไร
ถ้าเราเป็นหัวหน้า วันที่ทีมตัดสินใจได้โดยไม่ต้องรอเราอนุมัติทุกเรื่อง เรารู้สึกอย่างไร
ถ้าเราเป็นคนรัก วันที่คนที่เรารักสามารถผ่านวันที่ยากลำบาก โดยไม่จำเป็นต้องมีเราอยู่ทุกครั้ง เรารู้สึกอย่างไร
เราดีใจไหมหรือในส่วนลึก ๆ เราอาจไม่อยากยอมรับ เรากลับรู้สึกว่า แล้วเขายังต้องการเราอยู่หรือเปล่า
หลายครั้งความต้องการที่จะช่วย ไม่ได้เกิดจากความต้องการของคนที่ถูกช่วยเพียงอย่างเดียว มันอาจเกิดจากความต้องการของคนช่วยด้วย เราอยากรู้สึกว่าเรามีประโยชน์ อยากรู้สึกว่าเราสำคัญ อยากเป็นคนที่เขาโทรหาคนแรก อยากเป็นคนแก้ปัญหา อยากเป็นคนที่เขาขาดไม่ได้ และความรู้สึกเหล่านี้ที่เริ่มต้นจากฉันอยากช่วยเธอ อาจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นฉันอยากให้เธอยังต้องการฉัน โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว
นี่คือจุดที่ความช่วยเหลือ สามารถกลายเป็นเรื่องของอำนาจได้ คนที่ช่วยมักเป็นคนที่มีบางอย่างที่อีกคนยังไม่มี โดราเอมอนมีกระเป๋าสี่มิติที่โนบิตะไม่มี พ่อแม่มีเงินที่เด็กไม่มี หมอมีความรู้เฉพาะทางที่ผู้ป่วยต้องพึ่งพาความรู้นั้น หัวหน้ามีอำนาจที่ลูกทีมอาจไม่มี
ความสัมพันธ์ในเรื่องนี้อาจจะพัฒนาจาก เรามีสิ่งที่ช่วยเธอได้ ค่อย ๆ กลายเป็นเพราะเรารู้มากกว่า เราจึงรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเธอ และไปจบที่เรารู้จักเธอดีสุด สิ่งที่ฉันตัดสินใจแบบนี้แหละที่ดีที่สุดสำหรับเธอ เธอแค่รับมันไปก็พอ
เราสามารถทำสิ่งนี้ด้วยความหวังดีทั้งหมด เลือกโรงเรียนให้ลูก เลือกสิ่งที่ลูกควรเรียน เลือกอาชีพ เลือกคนรัก เลือกวิธีใช้ชีวิต เลือกสิ่งที่คิดว่าเหมาะสมกับคนที่เราดูแล เพราะเรารู้ดีว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเขา และก้าวเข้าไปถึงการมีสิทธิ์ใช้ชีวิตแทน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
หรือบางทีเราก็ตกไปอีกขอบตรงกันข้ามกันเลย เราเคยชินกับภาพว่า คนที่โตแล้วต้องทำทุกอย่างเอง นั่นคือเราไม่ต้องพึ่งใคร ไม่ต้องขอความช่วยเหลือ เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และไม่ต้องการความสัมพันธ์ใดใด ไม่ชอบขอความช่วยเหลือใดใด แต่ความจริงคือ แทบไม่มีใครใช้ชีวิตแบบนั้น
ชีวิตเราไม่สามารถทำด้วยตัวเองทุกอย่าง และไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นทุกอย่าง เราเกิดมาก็ต้องการการช่วยเหลือ มีหลายอย่างที่เราต้องพึ่งพาคนอื่น ตั้งแต่การทำคลอด การดูแลให้เติบโต เราต้องให้คนที่รู้มากกว่าสอนสิ่งที่เรายังไม่รู้ อาหารที่เรากินมีคนปลูก เราทำอาหารไม่เป็นต้องพึ่งพาให้คนอื่นทำอาหารให้เรา เราไม่สามารถขจัดเศษขยะเอาไปทิ้งที่บ่อทิ้งขยะได้ ต้องพึ่งพารถขนขยะไปดำเนินการให้ เราอาจจะไม่เคยทักทอใยไหมให้กลายเป็นเสื้อด้วยตัวเอง ถนนที่เราใช้มีคนสร้าง เมื่อทุกข์เราต้องการใครสักคนฟัง ตลอดทุกช่วงชีวิตเราต้องยอมรับว่าเราอยู่ได้ด้วยการพึ่งพา บางการพึ่งพาใช้การแลกเปลี่ยน จ่ายเงินได้สินค้าหรือบริการ บางการพึ่งพาใช้ความสัมพันธ์
ไม่ว่าจะพึ่งพาคนอื่นให้ช่วย หรือทำด้วยตัวเองล้วนต้องการการตัดสินใจด้วยตัวเอง เลือกเอง กระทำด้วยตัวเอง ถ้าจะให้คนอื่นช่วยก็มาจากเราเลือกที่จะให้คนอื่นช่วย ไม่ใช่ไม่เต็มใจ เกรงใจ หรือโดนบังคับ ถ้าจะเลือกเผชิญด้วยตัวเองก็มาจากการเลือกด้วยตัวเอง ไม่ใช่พอผิดพลาดก็ไม่ยอมรับและโทษว่าเพราะคนอื่นบอกเรามาแบบนี้ เพราะเธอทำให้ฉันเป็นแบบนี้
เพราะทุกการเลือกคือการกล้าเผชิญกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ฉันผิดได้ ฉันเปลี่ยนใจได้ ฉันขอความช่วยเหลือได้ และเมื่อได้รับความช่วยเหลือ ชีวิตนั้นก็ยังเป็นชีวิตของฉัน
ถ้าโดราเอมอนแก้ทุกปัญหาให้โนบิตะ เขาอาจมีชีวิตที่สะดวกขึ้น อาจจะมีชีวิตที่ดูเหมือนทำอะไรสำเร็จมากขึ้น แล้วตรงไหนของชีวิตที่ยังเป็นการเลือกของโนบิตะเอง
ย้อนกลับไปยังสิ่งที่เราเคยเห็น ตอนที่โนบิตะอยากให้ชิซูกะเลือกเขา ของวิเศษอาจทำให้ใครสักคนทำบางอย่างตามที่เราต้องการได้ แต่ถ้าเขาไม่ได้เลือกด้วยตัวเอง เรายังเรียกสิ่งนั้นว่า การเลือกได้หรือเปล่า
ความช่วยเหลือก็เหมือนกัน ถ้าเราช่วยใครจนเขาไม่เหลือพื้นที่ให้ตัดสินใจ เราอาจแก้ปัญหาให้เขาสำเร็จ แต่พร้อมกันนั้นเราอาจกำลังเอาบางอย่างออกไป นั่นคือ ความเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเอง
เป้าหมายของการช่วย ไม่ควรเป็นการทำให้ใครไม่ต้องพึ่งพาใครเลย เพราะมนุษย์ทุกคนพึ่งพากัน แต่ควรเป็นการทำให้เขายังคงมีอำนาจเหนือชีวิตของตัวเองมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
การพึ่งพากันมันมีอยู่ 3 คำที่น่าสนใจ
การพึ่งพา [ Dependence ] → ความเป็นอิสระ [ Independence ] → การพึ่งพาอาศัยกัน [ Interdependence ]
มนุษย์ไม่ได้เติบโตจาก Dependence → Independence อย่างเดียว บางทีเราเติบโตไปสู่ Interdependence การพึ่งพากัน โดยที่แต่ละคน ยังมีเสียง ยังมีสิทธิ์เลือก เป็นอิสระต่อกัน และยังเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเอง
นี่ทำให้เราอาจต้องกลับมานิยามคำว่า “ช่วย” ใหม่
ช่วย ไม่จำเป็นต้องหมายถึงทำแทน บางครั้งช่วยคือทำด้วยกัน บางครั้งช่วยคือสอน บางครั้งช่วยคือปรับสภาพแวดล้อม บางครั้งช่วยคือให้เครื่องมือ บางครั้งช่วยคือถามว่าเขาต้องการอะไร บางครั้งช่วยคือยืนอยู่ข้าง ๆ และบางครั้ง ความช่วยเหลือที่ยากที่สุดคือการรู้ว่า เมื่อไรควรถอยออกมา
เพราะการถอยไม่ได้แปลว่า ทอดทิ้ง ระหว่าง “ฉันจะทำทุกอย่างให้เธอ” กับ “เรื่องของเธอ จัดการเอง” ยังมีพื้นที่กว้างมาก พื้นที่ที่เราสามารถพูดว่า “ลองก่อน” “อยากให้ช่วยตรงไหนบอกเรา” “เราอยู่ตรงนี้” “ถ้าล้ม เราจะช่วยให้ลุก” แต่ “เราจะไม่เดินแทนเธอ”
สิ่งที่ยากที่สุดของการรักใครสักคน คือถ้าเราเดินแทนเขาได้ มันอาจเร็วกว่า ปลอดภัยกว่า เรียบร้อยกว่า และทำให้เราสบายใจกว่า แต่เราไม่สามารถใช้ชีวิตแทนกันได้ตลอดไป คนรักไม่สามารถรับความเจ็บปวดแทนกันได้ทั้งหมด และโดราเอมอนไม่สามารถหยิบของวิเศษออกมาแก้ทุกอย่างให้โนบิตะได้ตลอดไป
ถ้าจุดหมายของเรื่องโดราเอมอน คือการทำให้โนบิตะต้องการโดราเอมอนตลอดไปภารกิจของโดราเอมอนก็คงไม่มีวันสำเร็จ แต่ถ้าจุดหมายคือ ทำให้เด็กคนหนึ่งที่เคยเชื่อว่า “ฉันทำอะไรไม่ได้เลย” ค่อย ๆ พบว่าบางเรื่อง “ฉันทำได้” ความสัมพันธ์นี้ก็มีปลายทางอีกแบบหนึ่ง
Help อาจถามว่า “ฉันทำอะไรให้เธอได้บ้าง” แต่ Empowerment ถามต่อว่า “ฉันจะช่วยอย่างไร เพื่อให้เธอมีความสามารถและมีอำนาจในการจัดการชีวิตของตัวเองมากขึ้น”
เราจึงสามารถดูคุณภาพของความช่วยเหลือด้วยคำถามง่าย ๆ ข้อหนึ่ง
หลังจากเราช่วยเขาแล้ว เขามีความสามารถในการเลือก และลงมือทำด้วยตัวเองเพิ่มขึ้นหรือเปล่า หรือ เขาต้องกลับมาหาเรามากกว่าเดิม
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกสถานการณ์จะวัดแบบนี้ได้ บางคนต้องการการดูแลระยะยาวจริง ๆ บางข้อจำกัดไม่ได้หายไปเพียงเพราะเราช่วยได้ดี การต้องพึ่งพาคนอื่นต่อไปไม่ได้แปลว่า ความช่วยเหลือล้มเหลว
สิ่งที่สำคัญกว่าคือแม้ในความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากันนั้น เขายังมีเสียง ทางเลือก ศักดิ์ศรี และความเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองอยู่หรือเปล่า
แล้วถ้าเขาทำได้เอง เราจะดีใจกับเขาไหม ถ้าเขาไม่ถามเราอีกเราจะภูมิใจไหม ถ้าเขามีวิธีแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนวิธีของเรา เราจะยอมรับได้ไหม ถ้าเขาเลือกสิ่งที่เราไม่เลือก เรายังเคารพการตัดสินใจนั้นได้หรือเปล่า และคำถามที่อาจยากที่สุดคือ ถ้าวันหนึ่งเขาไม่ต้องการเราในแบบที่เคยต้องการอีกแล้ว เรายังรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าอยู่หรือเปล่า
ความทุกข์ของคนที่อยากช่วย ไม่ได้เกิดจากการเห็นคนอื่นลำบากเพียงอย่างเดียว แต่มันอาจเกิดจากความกลัวลึก ๆ ว่า ถ้าไม่มีใครต้องการความช่วยเหลือจากเรา เรายังสำคัญอยู่ไหม
ทำไมเราจึงช่วยมากเกินไป หลายครั้งการอยู่ตรงนั้นทำให้เรารู้สึกว่า เรามีที่ยืนในชีวิตของเขา หรือเรามีตัวตนในสังคมอันกว้างใหญ่นี้ และนี่คือจุดที่ความรัก อาจต้องเรียนรู้อะไรบางอย่างที่ยากมาก
คนที่เรารักไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเราเพื่อพิสูจน์ว่า เรายังมีความหมายกับเขา
ทีมที่ทำงานได้โดยไม่มีหัวหน้าคอยสั่งทุกเรื่อง ไม่ได้ทำให้หัวหน้าไม่มีคุณค่า คนรักที่ดูแลตัวเองได้ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ต้องการความสัมพันธ์ และโนบิตะที่สามารถเผชิญปัญหาบางอย่างได้เอง ไม่ได้ทำให้โดราเอมอนไม่สำคัญ
ตรงกันข้าม บางทีนั่นอาจเป็นหลักฐานว่า สิ่งที่โดราเอมอนทำมาตลอดมีความหมาย
เพราะความสัมพันธ์ที่ดีอาจไม่ได้ทำให้เราขาดกันไม่ได้ แต่อาจทำให้เราเติบโตได้แม้
วันที่อีกคนไม่ได้อยู่ข้าง ๆMidNight Tweet
การช่วยที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การสร้างโลกที่คนที่เรารักจะไม่มีวันล้ม แต่เป็นการทำให้เขารู้ว่าเมื่อเขาล้ม เขาสามารถเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นได้ ไม่ใช่การกำจัดความผิดหวังทั้งหมดแต่ช่วยให้เขารู้ว่า ความผิดหวังไม่ได้ทำลายคุณค่าของเขา ไม่ใช่การตัดสินใจแทน แต่ช่วยให้เขามีข้อมูล มีเครื่องมือ มีพื้นที่ แล้วให้เขาเลือก และไม่ใช่การทำให้เขาไม่ต้องการใครเลย
แต่ทำให้เขารู้ว่า การขอความช่วยเหลือกับการไม่มีความสามารถไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
บางทีเป้าหมายของการช่วย จึงไม่ใช่ Dependence และอาจไม่ใช่แม้แต่ Independence แต่คือ Interdependence ฉันทำบางอย่างได้ เธอทำบางอย่างได้ บางเรื่องฉันช่วยเธอ บางเรื่องเธอช่วยฉัน บางวันฉันเข้มแข็งกว่า บางวันเธอเข้มแข็งกว่า และบางวันเราทั้งคู่ก็อาจทำอะไรไม่ไหว
ถ้าอย่างนั้นครั้งต่อไป เมื่อคนรอบข้างเรากำลังเผชิญปัญหา ก่อนที่เราจะรีบหยิบ “ของวิเศษ” ของเราออกมา ไม่ว่าจะเป็น เงิน คำตอบ คำแนะนำ เส้นสาย ประสบการณ์ อำนาจ หรือวิธีแก้ปัญหาที่เรามั่นใจว่า ดีที่สุด และจะดีมากถ้าเราได้หยุดสักนิดแล้วถามว่า “อยากให้เราช่วยตรงไหน” เพราะคำถามนี้ต่างจาก “เดี๋ยวเราจัดการให้” มาก เพราะแสดงการตัดสินใจ การเลือก การคิดวิเคราะห์ ที่มาจากเขาเอง และบางครั้งเขาอาจตอบว่า “ช่วยเราหน่อย” ถ้าอย่างนั้นเราก็ช่วย บางครั้งเขาอาจบอกว่า “อยู่ตรงนี้ก็พอ” เราก็อยู่ บางครั้งเขาอาจบอกว่า “ขอลองเองก่อน” และนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุด เพราะเราต้องยืนดู ให้เขาลองพลาด ล้ม ผิดหวัง เริ่มใหม่ โดยไม่รีบวิ่งเข้าไปเอาชีวิตของเขากลับมาไว้ในมือของเรา
และบางที
วันที่สวยงามที่สุดของคนที่อยากช่วย อาจไม่ใช่วันที่ใครสักคนวิ่งมาหาเราแล้วพูดว่า “ช่วยฉันที” แต่อาจเป็นวันหนึ่งที่เรายืนมองเขาจากที่ไกล ๆ เห็นเขาเจอปัญหา เห็นเขาหยุดคิด เห็นเขากลัว เห็นเขาลอง เห็นเขาพลาดแล้วลองใหม่ ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ผ่านมันไปได้ โดยที่ครั้งนี้เขาไม่ได้เรียกชื่อเราเลย และแทนที่จะรู้สึกว่า “เขาไม่ต้องการเราแล้ว” เราอาจยิ้มแล้วรู้ว่า
นี่ต่างหากคือวันที่ความช่วยเหลือของเราทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว
หวังว่าคุณจะเข้าใจความทุกข์มากขึ้น
เพื่อผลิบานสู่ความสุขในการเดินทางนี้