How ทุกข์: ความทุกข์ของคนไม่ได้เรื่อง ตอนที่ 1

“เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน” คนที่กล่าวประโยคนี้ เป็นคนที่มีอายุเพียงสิบขวบ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้างภายในไม่กี่ปี ถึงเรียกตัวเองว่า “คนไม่ได้เรื่อง” และมีถ้อยคำที่บ่งบอกความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ได้ขนาดนี้

"เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน"

เราไม่รู้ว่าคุณเคยได้ยินประโยคนี้หรือเปล่า

ทุกครั้งที่เราได้ยิน เราไม่รู้สึกว่ามันเป็นประโยคบอกรัก… เรากลับรู้สึกว่า มันเป็นประโยคที่เต็มไปด้วยความทุกข์ คำที่สะเทือนใจที่สุดคือ “คนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน”

ปกติคนที่พูดคำนี้ น่าจะเป็นคนที่มีอายุเยอะ ผ่านร้อนผ่านหนาวพอสมควร และคิดว่าน่าจะทำอะไรล้มเหลวมามากมาย จนเกิดความเครียด ความกดดัน จนรู้สึกด้อยค่าตัวเองอย่างรุนแรง

แต่คนที่กล่าวประโยคนี้ กลับเป็นคนที่มีอายุเพียงสิบขวบ จึงไม่ใช่เรื่องอายุอย่างที่เราคิดกัน คนอายุ 10 ขวบนั่นคือเขาต้องผ่านอะไรมาบ้างภายในไม่กี่ปี ถึงเรียกตัวเองว่า “คนไม่ได้เรื่อง” และมีถ้อยคำที่บ่งบอกความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ได้ขนาดนี้

How ทุกข์

การเดินทางที่พาคุณ

เข้าใจความทุกข์

และผลิบานสู่ความสุข

ครั้งนี้… The Owls City อยากชวนคุณรู้จักอีกมุมของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เอาจริง เราคิดว่าพวกคุณรู้จักเขาดีอยู่แล้ว ไม่มีครอบครัวไหน ไม่มีบ้านไหนที่ไม่รู้จักเขา เด็กผู้ชายคนนี้อายุสิบขวบ เรียนอยู่ชั้นประถมปลาย ครอบครัวของเขาไม่ได้ยากจน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย ถือว่าเป็นครอบครัวชนชั้นกลาง เขามีพ่อ มีแม่ มีบ้าน มีห้องเป็นของตัวเอง เป็นลูกคนเดียวของบ้าน มีชีวิตที่ดูธรรมดา ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่กลับรู้สึกเสมอว่า ตัวเองไม่ดีพอ

เขามักสอบได้ศูนย์ จนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสายตาครู และเพื่อน ๆ

วิ่งก็ช้า กีฬาก็ไม่เก่ง ข้อดีอย่างเดียวที่ภูมิใจอย่างมากคือ เก่งการเล่นพันด้าย

เวลาทำอะไรผิด ก็มักถูกแม่บ่น ถูกครูดุ โดนยืนหน้าห้องเรียนบ่อย ๆ เพราะมาสาย ถูกเพื่อนหัวเราะ มีเพื่อนคนหนึ่งที่หน้าตาดี เรียนเก่ง เรียกได้ว่าดีกว่าเขาในทุกด้าน มีเพื่อนอีกคนที่แข็งแรงกว่า ชอบใช้พลังอันเหลือเฟือรังแกเขาเสมอ เพื่อนอีกคนหนึ่งที่บ้านร่ำรวยกว่า ชอบเอาของเล่นดี ๆ แพง ๆ มาอวดรวยให้เขาอิจฉาทุกทุกวัน

เขาชอบผู้หญิงคนหนึ่ง แม้จะอยากให้ผู้หญิงคนนั้นชอบตนเองขนาดไหน แต่ก็คิดอยู่เสมอว่า ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเหมาะสมกับคนอื่นมากกว่า น่าจะมีชีวิตที่ดีมีความสุขมากกว่าการใช้ชีวิตกับเขาที่ไม่มีความสามารถ ไม่มีอะไรน่าภูมิใจเลยสักนิด พอคิดว่านี่คือความคิดของเด็ก 10 ขวบ แค่ 10 ขวบ กลับคิดเยอะขนาดนี้ กลับแบกอะไรไว้เยอะขนาดนี้ และบางครั้งถึงขนาดเรียกตัวเองว่า “คนไม่ได้เรื่อง”

หลายคนคงเดาได้แล้วว่า เด็กคนนั้นคือ โนบิ โนบิตะ

ชื่อ โนบิ โนบิตะ มาจากคำว่า のびのび (nobi nobi) หมายความถึง

การเติบโตอย่างอิสระ

การเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ

เติบโตโดยไม่ถูกบังคับ

พ่อโนบิตะคาดหวังให้ลูกฉลาดเหมือนแม่ ในขณะที่แม่คาดหวังให้ลูกแข็งแรงและเก่งกีฬาเหมือนพ่อ

สิ่งต่าง ๆ กลับตรงกันข้ามกับชีวิตของเขา เขาควรเติบโตอย่างอิสระ

แต่… ในความเป็นจริง ก็อย่างที่คุณรู้

จนได้พบใครบางคนที่เดินทางมาจากอนาคต ไม่ได้มาเพื่อมอบเงิน มอบชื่อเสียง แต่เพื่อมอบโอกาสในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของเขา

หุ่นยนต์แมวสีฟ้า ไม่มีหู แมวหุ่นยนต์ที่เกิดจากความผิดพลาดของระบบ กลับเป็นผู้สนับสนุนเด็กคนหนึ่งอย่างสุดกำลัง และด้วยของวิเศษของเขา

หลายคนเติบโตมากับเรื่องราวของโดราเอมอน จินตนาการบ่อยครั้งว่า ตนเองคือโนบิตะ ที่ได้เล่น ได้ใช้ของวิเศษของโดราเอมอน หลายคนจึงจำของวิเศษได้ จำเสียงหัวเราะ จำการผจญภัยที่แสนสนุก ๆ ได้ ตอนเราเด็ก เรารู้สึกแค่นั้น

แต่เมื่อเรากลับมาดูอีกครั้งในวันที่โตขึ้น เรากลับเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่เคยคิด ไม่เคยเห็นเมื่อตอนเป็นเด็ก โดราเอมอนอาจไม่ใช่แค่เรื่องของหุ่นยนต์น่ารัก เต็มไปด้วยอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีจากโลกอนาคต แต่เป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่ง ที่ถูกหล่อหลอมโดยสถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัว ทำให้ค่อย ๆ เชื่อว่า ตัวเองไม่มีคุณค่า และพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ว่า ตัวเองไม่ได้แย่อย่างที่โลกกรอกใส่หูอยู่ทุกทุกวัน

เราเชื่อว่า นี่คือความทุกข์ที่แท้จริงของโนบิตะ ไม่ใช่การสอบได้ศูนย์ (ในทุกครั้ง) ไม่ใช่การถูกไจแอนท์และซูเนโอะ รวมหัวกันกลั่นแกล้ง ไม่ใช่การวิ่งช้าสุด แต่คือวันที่โนบิตะเริ่มเชื่อว่า “ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่อง”

คำถามที่น่าสนใจคือ

เขาเชื่อแบบนั้นเพราะมันเป็นความจริง หรือเพราะมีใครบางคน มีสภาพแวดล้อมบางอย่าง ค่อย ๆ ทำให้เขาเชื่อว่า มันคือความจริง

Time Machine

วันนี้เราจะนั่งไทม์แมชชีนกัน ไม่ใช่เพื่อไปผจญภัยในโลกใต้ทะเล หรือโลกดึกดำบรรพ์ แต่เราจะนั่งไทม์แมชชีนเดินทางเข้าไปในความทุกข์ของโนบิตะ เพื่อค้นหาว่า ความทุกข์ของเด็กคนหนึ่ง กำลังสะท้อนความทุกข์ของพวกเราหรือเปล่า

และบางที…

เมื่อเราเข้าใจความทุกข์ของโนบิตะ

เราอาจเข้าใจความทุกข์ของตัวเอง…มากขึ้นด้วย

"เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน"

ประโยคในภาพยนตร์เรื่อง Stand by me ที่เราได้มีโอกาสนั่งและดู เราคิดว่าน่าจะมีใครหลายคนเคยดูเรื่องนี้แล้ว

หลายคนอาจจะพูดเสียงดังว่า “เหหหหหหห (คำอุทานแบบญี่ปุ่น) มีประโยคนี้ด้วยเหรอ”

เราเลยขอเล่าเรื่องสั้น ๆ ว่า เป็นตอนที่โนบิตะอยากให้ชิซูกะรักตัวเขาเอง แทนที่จะแสดงความรักต่อชิซูกะ แต่ตามปกติของเรื่อง เขาหันไปหาโดราเอมอน และขอให้เอาของวิเศษออกมาช่วยอีกครั้ง เป็นทางลัดที่โนบิตะมักจะเลือกทำ

ของวิเศษชิ้นนี้ชื่อ “ไข่แสนรักตราตรึงใจ”

เราสามารถนำใคร หรือ อะไรเข้าไปฟักในไข่เป็นเวลา 15 นาที และเมื่อสิ่งนั้นเห็นใครคนแรกหลังออกจากไข่ เราจะตกหลุมรักคนนั้นแบบหัวปรักหัวปรำ (อารมณ์แบบลูกไก่ออกจากไข่แล้วเห็นตัวอะไรอย่างแรกก็จะเรียกว่าแม่)

เขาก็ทำให้ชิซูกะเข้าไปอยู่ในไข่นั้นได้สำเร็จ ฟังดูเหมือนแผนอันสมบูรณ์แบบ ไม่มีข้อบกพร่อง

แต่แน่นอน…

ถ้าเป็นโนบิตะ อะไรอะไรมันไม่เคยง่ายแบบนั้น

สุดท้าย คนที่ซิซูกะเห็นก่อน กลับกลายเป็นเดคิซูงิ หนุ่มหล่อ ศัตรูหัวใจตลอดกาล

แล้วเดคิซูงิกลับพูดประโยคหนึ่งกับชิซูกะว่า “ฉันชอบชิซูกะนะ แต่ฉันไม่อยากใช้เครื่องมือมาทำให้ใครรักฉัน”

โอ๊ยยยยยยย…

ทั้งเรียนเก่ง

ทั้งสุภาพ

ทั้งหล่อ

แล้วยังมีความคิดดีอีก เรียกว่าครบทุกอย่าง จะเอาอะไรไปสู้กับเขา

ส่วนโนบิตะ ก็ล้มเหลวอีกครั้ง

การล้มเหลวอีกครั้ง ทำให้โนบิตะท้อใจตามปกติ และตอกย้ำด้วยการบอกกับตัวเองว่า ฉันไม่เก่ง ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง หลายคนอาจจะคิดว่า ก็คงเป็นการล้มเหลวทั่วไปอีกครั้ง ไม่น่าจะมีอะไรมากมาย แต่คืนนั้น เขานอนไม่หลับ เขาคิดทั้งคืน…

เช้าวันรุ่งขึ้น

เด็กที่ตื่นสายเป็นประจำ กลับลุกขึ้นมาแต่เช้า หยิบหนังสือเลขขึ้นมาทบทวนอย่างมุ่งมั่น จนคนรอบข้างแปลกใจ เขาพูดเพียงว่า “ฉันจะพยายามไม่ให้สอบคราวหน้าได้ศูนย์อีก”

เรามั่นใจว่า หลายคนเคยมีช่วงเวลาแบบนี้ ช่วงเวลาที่บอกตัวเองว่า “เอาใหม่” “ครั้งนี้เราจะเปลี่ยน” “ครั้งนี้เราจะทำให้ได้” ไฟเราก็ลุกโชติช่วงชัชวาล

แต่หลายครั้ง… ชีวิตก็ไม่ได้ใจดีกับเราเสมอไป

วันที่สอบมาถึง

ข้อสอบที่ออก ไม่ใช่วิชาคณิตศาสตร์ ไม่ใช่วิชาเลขที่เขาพยายามทบทวน >____< แต่เป็นการสอบวิชาภาษาญี่ปุ่น… และแน่นอน คุณคงเดาได้ เขาได้คะแนนอะไร…

โลกเหมือนหยุดหมุนและถล่มมาต่อหน้าเขา

ในประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องคะแนนสอบ แต่มันคือ เด็กคนหนึ่งที่พยายามแล้ว แต่โลกกลับตอบเขาด้วยคำว่า “ยังไม่พอ” คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง ก็มักจะมีเหตุการณ์ที่ยิ่งตอกย้ำ จนทำให้เขาเชื่อว่า เขาเป็นคนไม่ได้เรื่อง มากขึ้นไปอีก ล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีก จนโนบิตะรับตัวเองในความล้มเหลวไม่ไหว

เขายอมแพ้ และพูดประโยคนี้ออกมา “เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน” ตามด้วย “ฉันไม่อยากให้เธอมามีความทุกข์เพราะฉัน”

.

.

.

.

.

.

.

The Owls City หยิบเรื่องของโนบิตะมาพูดคุย ไม่ใช่เพราะเขาเป็นตัวละครที่น่าสงสาร แต่เพราะเราเชื่อว่า ความทุกข์ของเขา ไม่ได้เริ่มวันที่เขาสอบได้ศูนย์คะแนน แต่กลับเป็นวันที่เขาเริ่มเชื่อว่า ตัวเองเป็นคนไม่ได้เรื่อง

ถ้ามองผิวเผิน หลายคนจะบอกว่า โนบิตะ เป็นเด็กขี้แย ขี้เกียจ เรียนไม่เก่ง (ตามมาตรฐานการศึกษาทั่วไป) แต่ถ้ามองลึกลงไป ฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ ผู้เขียน เขาไม่ได้สร้างเด็กที่ไม่ได้เรื่อง เขากำลังสร้างมนุษย์คนหนึ่ง ที่ถูกสภาวะรอบข้างคอยบอกมนุษย์นี้ จนทำให้คน ๆ นี้ ค่อย ๆ เชื่อว่า ตัวเองไม่มีคุณค่า

และนั่นคือเหตุผลของซีรีย์นี้ที่ชื่อว่า How ทุกข์

เพราะเราไม่ได้เชื่อว่า เราทุกคนเกิดมาเพื่อมีความทุกข์ เกิดมาเพื่อล้มเหลว และเป็นคนไม่ได้เรื่อง เราเชื่อว่า ความทุกข์มีที่มา มีปัจจัย มีบริบท สิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเรา จนบางครั้ง เราเองก็ไม่รู้ตัวว่า ทำไมถึงคิดแบบนี้ ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ แม้กระทั่ง ทำไมถึงมองตัวเองแบบนี้

ความทุกข์ที่ทุกคนมักหลีกหนี ไม่อยากข้องเกี่ยว อยากจะรีบผลักไส เอาตัวออกไปให้ห่าง ๆ จากสิ่งเหล่านี้ แต่คุณรู้ไหม เมื่อคุณทำความเข้าใจว่า ความทุกข์ก่อตัวขึ้นอย่างไร เราอาจเริ่มเข้าใจว่า จะเดินออกจากมันได้อย่างไร หรืออย่างน้อย จะอยู่ร่วมกับมันในรูปแบบไหน เพื่อจะผลิบานสู่ความสุขในแต่ละวันและไม่ต้องเจ็บปวดเหมือนเดิมได้อย่างไร

แล้วถ้าเราลองมองย้อนกลับไปที่โนบิตะอีกครั้ง เราจะพบว่า ความทุกข์ของเขาไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว แต่มันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละชั้น เหมือนภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่เราเห็น อาจเป็นแค่ยอดเล็ก ๆ เหนือน้ำ แต่ข้างใต้ยังมีอะไรอีกมากมาย

เมื่อความล้มเหลว กลายเป็นตัวตน

ลองสังเกตดี ๆ โนบิตะไม่ได้พูดว่า “ฉันสอบตก” เขาไม่ได้พูดว่า “ฉันทำพลาด” เขาไม่ได้พูดว่า “ครั้งนี้ฉันไม่เก่ง” แต่เขากลับพูดว่า

“ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่อง”

หลายคนอาจคิดว่า ก็ความหมายมันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ

แต่สองประโยคนี้ต่างกันมาก

ประโยคแรก กำลังพูดถึง “สิ่งที่เกิดขึ้น”

ส่วนประโยคหลัง กำลังพูดถึง “ตัวตน”

นี่คือสิ่งที่นักจิตวิทยาหลายคนสนใจ มนุษย์เรามักเผลอในการเปลี่ยนเหตุการณ์ ให้กลายเป็นตัวตน

“สอบตกหนึ่งครั้ง” (เหตุการณ์หรือกิจกรรม) กลายเป็น “ฉันโง่”

“ทำงานพลาดหนึ่งครั้ง” กลายเป็น “ฉันไม่มีความสามารถ”

“ความสัมพันธ์จบลง” กลายเป็น “ฉันไม่คู่ควรกับความรัก”

“ธุรกิจปิดตัวลง” กลายเป็น “ฉันเป็นคนล้มเหลว”

ทั้ง ๆ ที่จริง สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเหตุการณ์หรือกิจกรรมหนึ่งในชีวิตเท่านั้น

แต่เรากลับค่อย ๆ นำมันมา เขียนเป็นคำอธิบายชีวิตของตัวเอง ทั้งหมดของชีวิต

เด็กอายุสิบขวบคนหนึ่ง เริ่มเรียกตัวเองว่า “คนไม่ได้เรื่อง” ได้อย่างไร เขาเกิดมาพร้อมกับความคิดนี้หรือ หรือมันเป็นความคิดที่ค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้น ทีละนิด ทีละวัน

เมื่อลองมองดี ๆ ข้อสอบ ไม่เคยพูดกับโนบิตะว่า “นายไม่มีคุณค่า” คะแนนศูนย์ ก็ไม่เคยพูดประโยคนั้น

สิ่งที่ทำให้ความล้มเหลว กลายเป็นความทุกข์ ไม่ใช่คะแนน แต่คือ ความหมาย ที่โนบิตะมอบให้กับคะแนนนั้น ศูนย์คะแนน จึงค่อย ๆ กลายเป็น ศูนย์คุณค่า และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เขาจึงไม่ได้พูดว่า “ฉันสอบได้ศูนย์” แต่พูดว่า “ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่อง”

ความทุกข์ของโนบิตะ เริ่มต้นในวันที่เขาหยุดแยก “สิ่งที่ตัวเองทำ” ออกจาก “ตัวตนของตัวเอง”

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ทำไมคนคนหนึ่ง ถึงเริ่มมองตัวเองแบบนั้น ใครเป็นคนสอนเขา หรือโลกใบนี้กำลังส่งข้อความอะไรให้เขาได้ยิน

ทุกวัน

ทุกวัน

ทุกวัน

ทุกวัน

ทุกวัน

แล้วคุณล่ะ ได้ยินเสียงอะไรในทุกวัน… จนทำให้คุณรู้สึกหรือคิดไหมว่า

“เราก็เป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง” เหมือนกัน

เราไม่ได้อยากให้คุณรีบเปลี่ยนความคิดนั้น ไม่ได้อยากให้คุณตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ แล้วบอกตัวเองว่า “ฉันเก่ง” “ฉันมีคุณค่า” “ฉันต้องคิดบวก” เพราะบางทีความทุกข์ที่อยู่กับเรามานาน อาจไม่ได้หายไปเพียงเพราะเราเปลี่ยนประโยคที่พูดกับตัวเอง

The Owls City จึงอยากชวนคุณลองสังเกตในครั้งต่อไป เมื่อคุณทำอะไรผิดพลาด แล้วมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า “ฉันโง่” “ฉันไม่มีความสามารถ” “ฉันมันไม่ได้เรื่อง”

ลองหยุดตรงนั้นสักนิด แล้วถามตัวเองว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น หรือ นี่คือสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น เพราะ “ฉันทำเรื่องนี้ไม่ได้” กับ “ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่อง” อาจฟังดูคล้ายกัน แต่มันไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย และทำไมเรายังคิดและยังเชื่อแบบนี้

และบางที การเข้าใจความทุกข์ อาจไม่ได้เริ่มจากการพยายามกำจัดมัน แต่อาจเริ่มจากการมองเห็นมันอย่างที่มันเป็น

และลองเดินทางลงไปลึกอีกชั้นหนึ่ง เพราะถ้าไม่มีเด็กคนไหน เกิดมาพร้อมกับความเชื่อว่า “ฉันไม่ได้เรื่อง” คำถามก็คือ…เสียงนั้นมาจากไหน ใครเป็นคนพูดมันกับเราก่อนที่วันหนึ่ง เราจะเริ่มพูดมันกับตัวเอง

หวังว่าคุณจะเข้าใจความทุกข์มากขึ้น 

เพื่อผลิบานสู่ความสุขในการเดินทางนี้

Author

  • MidNight [owlditorship]

    At Night, I can't sleep.
    In the morning, I can't wake up.

1 comment

Comments are closed.

You May Also Like
อ่านต่อ..

How ทุกข์: ความทุกข์ของคนที่ไม่เคยดีพอ ตอนที่ 2

“ทำไมเราถึงไม่เก่งเหมือนเขา” เราไม่รู้ว่า คุณเคยพูดประโยคนี้กับตัวเองหรือเปล่า อาจไม่ใช่คำเดียวกันเป๊ะ ๆ แต่อาจเป็น “ทำไมเขาทำได้ แต่เราทำไม่ได้” “ทำไมเขาไปไกลกว่าเราแล้ว” “ทำไมชีวิตเขาดูดีกว่าเรา” หรือบางครั้ง มันอาจเหลือเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “เรายังไม่ดีพอ”
อ่านต่อ..
อ่านต่อ..

How ทุกข์: ความทุกข์ของคนที่อยากช่วย ตอนที่ 7

มีความทุกข์บางอย่างที่เกิดขึ้นเพราะไม่มีใครช่วยเรา แต่ก็มีความทุกข์อีกแบบหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นเพราะ… มีคนช่วยเรามากเกินไป
อ่านต่อ..