"ทำไมเราถึงไม่เก่ง ไม่รวย ไม่สบายเหมือนเขา"
เราไม่รู้ว่าคุณเคยได้ยินประโยคนี้หรือเปล่า
อาจไม่ใช่คำเดียวกันเป๊ะ ๆ แต่อาจเป็น “ทำไมเขาทำได้ แต่เราทำไม่ได้” “ทำไมเขาไปไกลกว่าเราแล้ว” “ทำไมชีวิตเขาดูดีกว่าเรา” หรือบางครั้ง มันอาจเหลือเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า
“เรายังไม่ดีพอ”
“ไม่ดีพอ” เมื่อเทียบกับอะไร???
เพราะคำว่า “ไม่พอ” เป็นคำที่แปลก มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวมันเอง
น้ำครึ่งแก้ว จะน้อยหรือมากขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการน้ำเท่าไร
เงินหนึ่งล้านบาท อาจมากสำหรับคนหนึ่งและน้อยสำหรับอีกคนหนึ่ง
คะแนน 80 อาจทำให้เด็กคนหนึ่ง วิ่งกลับบ้านด้วยความดีใจ แต่ทำให้เด็กอีกคนร้องไห้ เพราะเพื่อนของเขาได้ 95
หรือแม้เขาได้คะแนน 95 อาจทำให้เด็กคนหนึ่ง ไม่กล้ากลับบ้านและรู้สึกเฟลกับตัวเอง เพราะเขาคิดว่าเขาควรได้ 100
ดังนั้นบางที ความรู้สึกว่า “เราไม่ดีพอ” อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรามีน้อยเกินไป แต่อาจเกิดขึ้นเพราะเรากำลังมองไปที่ใครบางคน หรือบางสิ่งบางอย่างที่มีมากกว่าเรา
How ทุกข์
การเดินทางที่พาคุณ
เข้าใจความทุกข์
และผลิบานสู่ความสุข
ครั้งนี้… The Owls City อยากชวนคุณรู้จักอีกมุมของเด็กผู้ชายคนหนึ่งอีกครั้ง
เด็กผู้ชายคนนี้อายุสิบขวบ เรียนอยู่ชั้นประถมปลาย มีพ่อ มีแม่ มีบ้าน มีห้องของตัวเอง ครบถ้วนมากกว่าหลายคนที่ไม่มี ครอบครัวไม่ได้ยากจน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย ชีวิตของเขาถ้ามองจากภายนอกก็ดูธรรมดา ไม่ได้ขาดแคลนอะไรเป็นพิเศษ แต่เด็กคนนี้กลับรู้สึกอยู่บ่อย ๆ ว่า ตัวเอง…ไม่ดีพอ
เขาเรียนไม่เก่ง แต่ปัญหาไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เพราะในห้องเรียนเดียวกัน มีเด็กคนหนึ่งที่เรียนเก่งกว่าเขามาก
เขาเล่นกีฬาไม่เก่ง แต่ในกลุ่มเพื่อนก็มีคนที่แข็งแรงกว่าเขา ชอบชวนเขามาเล่นเบสบอลด้วยกัน และพอเขาทำไม่ได้ดั่งใจก็โดนแกล้งหลายครั้ง
ครอบครัวของเขาไม่ได้ยากจน แต่เพื่อนสนิทอีกคน กลับมีบ้านที่ร่ำรวยกว่า มีของเล่นใหม่กว่า มีของที่เขาไม่มี
และที่เจ็บไปกว่านั้น ปกติเขาอาจจะไม่คิดมากเรื่องคะแนน แม้อยากให้ที่บ้านภูมิใจ แต่จริงแล้วเขากลับกลัวว่า ผู้หญิงที่เขาชอบก็ดูเหมือนจะเหมาะสมกับเด็กผู้ชายที่เรียนเก่งกว่าเขา มากกว่าตัวเขาเอง
คุณคงรู้แล้วว่าเด็กคนนี้คือ โนบิ โนบิตะ
ชื่อ โนบิ โนบิตะ มาจากคำว่า のびのび (nobi nobi) หมายความถึง
การเติบโตอย่างอิสระ
การเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ
เติบโตโดยไม่ถูกบังคับ
พ่อโนบิตะคาดหวังให้ลูกฉลาดเหมือนแม่ ในขณะที่แม่คาดหวังให้ลูกแข็งแรงและเก่งกีฬาเหมือนพ่อ
สิ่งต่าง ๆ กลับตรงกันข้ามกับชีวิตของเขา เขาควรเติบโตอย่างอิสระ
แต่… ในความเป็นจริง ก็อย่างที่คุณรู้
จนได้พบใครบางคนที่เดินทางมาจากอนาคต ไม่ได้มาเพื่อมอบเงิน มอบชื่อเสียง แต่เพื่อมอบโอกาสในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของเขา
หุ่นยนต์แมวสีฟ้า ไม่มีหู แมวหุ่นยนต์ที่เกิดจากความผิดพลาดของระบบ กลับเป็นผู้สนับสนุนเด็กคนหนึ่งอย่างสุดกำลัง และด้วยของวิเศษของเขา
หลายคนเติบโตมากับเรื่องราวของโดราเอมอน จินตนาการบ่อยครั้งว่า ตนเองคือโนบิตะ ที่ได้เล่น ได้ใช้ของวิเศษของโดราเอมอน หลายคนจึงจำของวิเศษได้ จำเสียงหัวเราะ จำการผจญภัยที่แสนสนุก ๆ ได้ ตอนเราเด็ก เรารู้สึกแค่นั้น
แต่เมื่อเรากลับมาดูอีกครั้งในวันที่โตขึ้น เรากลับเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่เคยคิด ไม่เคยเห็นเมื่อตอนเป็นเด็ก เราอาจจำโนบิตะว่า เป็นเด็กสอบได้ศูนย์ ขี้แย วิ่งช้า ขี้เกียจ และมักจะวิ่งกลับบ้านไปขอของวิเศษจากโดราเอมอน แต่ถ้าเราลองมองชีวิตของเขาจากอีกมุมหนึ่ง เราจะพบสิ่งที่น่าสนใจมาก
โนบิตะ ไม่ได้อยู่ท่ามกลาง “คนที่เหมือนเขา” แต่เหมือนถูกวางไว้ ท่ามกลางคนที่มีบางอย่างเหนือกว่าเขาเสมอ
อยากเรียนเก่ง? มีเดคิซูงิ
อยากแข็งแรง? มีไจแอนท์
อยากมีของดี ๆ? มีซูเนโอะ
อยากเป็นคนที่เหมาะสมกับชิซูกะ? ก็กลับไปเจอเดคิซูงิอีกครั้ง
มองไปทางไหนก็เหมือนมีใครสักคนที่ดีกว่า
และนี่อาจเป็นอีกความทุกข์ของโนบิตะ
ในตอนหนึ่งของ How ทุกข์ เราเคยพูดถึงประโยคที่โนบิตะพูดว่า
"เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน"
ประโยคที่นำมาสู่คำถามว่า ทำไมเด็กอายุเพียงสิบขวบ ถึงเรียกตัวเองว่า “คนไม่ได้เรื่อง” และเราพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสอบได้ศูนย์ แต่เกิดขึ้นเมื่อ “ฉันสอบได้ศูนย์” จากเหตุการณ์หนึ่ง ที่บ่อยขึ้น สะสมขึ้นและค่อย ๆ กลายเป็น ตัวตนที่พร่ำบอกกับตัวเองว่า “ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่อง”
เราอยากพาคุณเดินทางไปมากขึ้น เพราะยังมีคำถามที่เรายังไม่ได้ตอบ เด็กคนหนึ่งรู้ได้อย่างไรว่า ตัวเองไม่ได้เรื่อง เขารู้ได้อย่างไรว่า ตัวเองเรียนไม่เก่ง เขารู้ได้อย่างไรว่า ตัวเองวิ่งช้า เขารู้ได้อย่างไรว่า บ้านของตัวเองไม่ได้ร่ำรวย หรือกระทั่งเขารู้ได้อย่างไรว่า ตัวเองไม่เหมาะสมกับชิซูกะ
คำตอบอย่างหนึ่งที่อาจง่ายมาก นั่นก็เพราะเขามี “คนอื่น” อยู่ข้าง ๆ ให้เปรียบเทียบ
ลองจินตนาการว่า ถ้าโลกของโนบิตะไม่มีเดคิซูงิ เขายังรู้สึกว่า ตัวเองเรียนไม่เก่งขนาดเดิมหรือเปล่า
ถ้าไม่มีไจแอนท์ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอแค่ไหน
ถ้าไม่มีซูเนโอะ เขาจะรู้สึกว่าครอบครัวตัวเองมีน้อยหรือมาก
และถ้าไม่มีใครให้เปรียบเทียบเรื่องชิซูกะ เขาจะยังคิดไหมว่า “คนอย่างเราไม่เหมาะกับเธอ”
และเรามั่นใจว่า หลายคนก็เคยมีความคิดนี้เข้ามาในหัว ว่าถ้าไม่มีคนนี้ ฉันคงได้ทำอย่างนั้น ได้เป็นอย่างนี้
นี่ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาของโนบิตะ เกิดจากเดคิซูงิ ไจแอนท์ หรือซูเนโอะเพราะพวกเขาเพียงแค่ใช้ชีวิตของตัวเอง
คำถามที่น่าสนใจคือ
เราเชื่อแบบนั้นเพราะมันเป็นความจริง หรือเพราะมีใครบางคน มีสภาพแวดล้อมบางอย่าง ค่อย ๆ ทำให้เราเชื่อว่า มันคือความจริง
ในโลกของทุนนิยมที่หล่อหลอมเรามาโดยที่เราไม่รู้ตัว มนุษย์เราใช้ชีวิตของคนอื่น เป็นไม้บรรทัดวัดชีวิตของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ตั้งแต่เด็ก เรารู้สึกอยากเป็นยอมรับมากกว่าแมวหรือสุนัขที่พ่อและแม่นำเข้ามาในบ้าน เราเริ่มเปรียบเทียบกับคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะรู้สึกกลัวว่าเราจะไม่ดีพอสำหรับความรักและการยอมรับนี้
วันนี้เราจะนั่งไทม์แมชชีนกัน ไม่ใช่เพื่อไปผจญภัยในโลกใต้ทะเล หรือโลกดึกดำบรรพ์ แต่เราจะนั่งไทม์แมชชีนเดินทางเข้าไปในความทุกข์ของโนบิตะ เพื่อค้นหาว่า ความทุกข์ของเด็กคนหนึ่ง กำลังสะท้อนความทุกข์ของพวกเราหรือเปล่า
และบางที…
เมื่อเราเข้าใจความทุกข์ของโนบิตะ
เราอาจเข้าใจความทุกข์ของตัวเอง…มากขึ้นด้วย
โนบิตะก็ไม่ได้แตกต่างจากพวกเราเท่าไร เพียงแต่ไม้บรรทัดของเขานั่งอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน
ส่วนไม้บรรทัดของเราในวันนี้อาจจะเกิดเมื่อเราออกไปนอกบ้านไปพบปะผู้คน หรืออาจอยู่ในโทรศัพท์ เมื่อเราเปิดโทรศัพท์ขึ้นมา
เห็นเพื่อนซื้อบ้าน อีกคนแต่งงาน อีกคนมีลูก อีกคนได้เลื่อนตำแหน่ง อีกคนเปิดบริษัท อีกคนไปเที่ยวต่างประเทศ อีกคนหุ่นดี อีกคนมีคนติดตามเป็นแสน
ไม่มีใครพูดกับเราว่า “ชีวิตเธอแย่นะ”
แต่บางครั้งหลังจากเลื่อนหน้าจอไปเพียงไม่กี่นาที เรากลับเป็นคนพูดประโยคนั้นกับตัวเอง “ทำไมเรายังอยู่ตรงนี้”
คนอื่น อาจไม่ได้กำลังดูถูกเราเลย แต่เพียงการมีอยู่ของชีวิตที่ดูดีกว่า ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับชีวิตของตัวเอง
แล้วคำว่า “ไม่ดีพอ” ก็ค่อย ๆ เกิดขึ้น ฉันยังหาเงินได้ไม่พอ ฉันยังประสบความสำเร็จไม่พอ ฉันยังสวยไม่พอ ฉันยังเก่งไม่พอ ฉันยังเป็นพ่อแม่ที่ดีไม่พอ ฉันยังมีความสุขไม่พอ จนสุดท้ายคำว่า “ยังทำได้ไม่ดีพอ” ค่อย ๆ หายไป เหลือเพียง
“ฉันไม่ดีพอ”
และตรงนี้ เราก็กลับมาเจอความทุกข์แบบเดียวกับโนบิตะอีกครั้ง เหตุการณ์กลายเป็นตัวตน เพียงแต่ครั้งนี้มีสิ่งหนึ่งเข้ามาช่วยตัดสินว่า ตัวตนนั้นควรมีค่าแค่ไหน นั่นคือ ชีวิตของคนอื่น
การเปรียบเทียบไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ถ้าเราไม่เคยเปรียบเทียบ เราอาจไม่รู้เลยว่าเราพัฒนาได้อีก เราอาจเห็นคนหนึ่งวิ่งได้เร็วกว่า แล้วเกิดแรงบันดาลใจ เราอาจเห็นเพื่อนทำงานบางอย่างสำเร็จแล้วคิดว่า “ถ้าเขาทำได้ บางทีเราก็อาจทำได้เหมือนกัน”
ดังนั้น ปัญหาอาจไม่ใช่การเปรียบเทียบ แต่คือเราใช้การเปรียบเทียบ เพื่ออะไร
เราใช้ชีวิตของคนอื่นเป็นข้อมูล เพื่อเรียนรู้ว่าตัวเองจะเติบโตอย่างไร หรือเราใช้ชีวิตของคนอื่นเป็นหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่า ตัวเองไม่มีคุณค่า
สองอย่างนี้ดูคล้ายกันมาก แต่พาเราไปคนละที่เลย
ดังนั้นครั้งหน้า เมื่อคุณเห็นใครสักคนที่เก่งกว่า รวยกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่าสวยกว่า มีชีวิตที่ดูพร้อมกว่า แล้วเสียงหนึ่งเริ่มดังขึ้นมาว่า “เรายังไม่ดีพอ”
เราไม่ได้อยากให้คุณรีบบอกตัวเองว่า “ห้ามเปรียบเทียบ” เพราะมนุษย์คงหยุดเปรียบเทียบได้ยาก แต่อาจลองถามตัวเองว่า
ตอนนี้เราใช้ชีวิตของเขา
เป็นแรงบันดาลใจให้เราเติบโต
หรือกำลังใช้ชีวิตของเขา
เป็นอาวุธทำร้ายตัวเราเอง
เพราะชีวิตของคนอื่นอาจบอกเราได้ว่า เรายังไปได้อีกไกลแค่ไหน แต่ไม่ควรมีสิทธิ์บอกเราว่า เรามีคุณค่าแค่ไหน
และนั่นคือเหตุผลของซีรีย์นี้ที่ชื่อว่า How ทุกข์
เพราะเราไม่ได้เชื่อว่า เราทุกคนเกิดมาเพื่อมีความทุกข์ เกิดมาเพื่อล้มเหลว และเป็นคนไม่ได้เรื่อง เราเชื่อว่า ความทุกข์มีที่มา มีปัจจัย มีบริบท สิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเรา จนบางครั้ง เราเองก็ไม่รู้ตัวว่า ทำไมถึงคิดแบบนี้ ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ แม้กระทั่ง ทำไมถึงมองตัวเองแบบนี้
ความทุกข์ที่ทุกคนมักหลีกหนี ไม่อยากข้องเกี่ยว อยากจะรีบผลักไส เอาตัวออกไปให้ห่าง ๆ จากสิ่งเหล่านี้ แต่คุณรู้ไหม เมื่อคุณทำความเข้าใจว่า ความทุกข์ก่อตัวขึ้นอย่างไร เราอาจเริ่มเข้าใจว่า จะเดินออกจากมันได้อย่างไร หรืออย่างน้อย จะอยู่ร่วมกับมันในรูปแบบไหน เพื่อจะผลิบานสู่ความสุขในแต่ละวันและไม่ต้องเจ็บปวดเหมือนเดิมได้อย่างไร
แล้วถ้าเราลองมองย้อนกลับไปที่โนบิตะอีกครั้ง เราจะพบว่า ความทุกข์ของเขาไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว แต่มันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละชั้น เหมือนภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่เราเห็น อาจเป็นแค่ยอดเล็ก ๆ เหนือน้ำ แต่ข้างใต้ยังมีอะไรอีกมากมาย
และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งความทุกข์ที่โนบิตะ กำลังช่วยให้เราเห็น ความทุกข์ของคนที่มองไปทางไหนก็พบคนที่ดีกว่า จนวันหนึ่งเราเผลอสรุปว่า “ถ้าทุกคนดีกว่าเรา แสดงว่าเราคงไม่ดีพอ”
หรือปัญหาอาจไม่ใช่ว่า เราไม่ดีพอ แต่อาจเป็นเพราะ เราใช้ไม้บรรทัดของคนอื่นมาวัดชีวิตของตัวเองมาตลอดต่างหาก
หวังว่าคุณจะเข้าใจความทุกข์มากขึ้น
เพื่อผลิบานสู่ความสุขในการเดินทางนี้
Author
Related Tags
- comparison
- Dekisugi
- Doraemon
- feeling not good enough
- Giant
- How ทุกข์
- I'm never good enough
- Nobita
- not good enough
- self esteem
- self worth
- Shizuka
- social comparison
- social media comparison
- Suneo
- การเติบโต
- การเปรียบเทียบ
- คนที่ไม่เคยดีพอ
- ความกดดัน
- ความทุกข์
- ความทุกข์ของคนที่ไม่เคยดีพอ
- ความมั่นใจในตัวเอง
- คุณค่าในตัวเอง
- ฉันไม่ดีพอ
- ชิซูกะ
- ซูเนโอะ
- ด้อยค่าตัวเอง
- สุขภาพใจ
- เข้าใจความทุกข์
- เดคิซูงิ
- เปรียบเทียบตัวเอง
- เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
- โดราเอมอน
- โนบิตะ
- ไจแอนท์
- ไม่เคยดีพอ
- ドラえもん
- 野比のび太