How ทุกข์: การเดินทางที่พาคุณเข้าใจความทุกข์ และผลิบานสู่ความสุข

Howทุกข์
เราอยากลองเดินทางผ่านภาษาที่ไม่ค่อยถูกใช้ในบทสนทนาประจำวัน ภาษาที่บางครั้งฟังดูตรงเกินไป หนักเกินไป หรือแม้กระทั่งน่ากลัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันกลับเป็นภาษาที่มนุษย์แทบทุกคนเข้าใจโดยไม่ต้องเรียน เพราะไม่ว่าเราจะเกิดที่ไหน อายุเท่าไร มีเงินมากหรือน้อย หรือใช้ชีวิตแตกต่างกันเพียงใด เราต่างเคยรัก เคยผิดหวัง เคยกลัว เคยสูญเสีย เคยรู้สึกไม่ดีพอ และเคยเหงา

เริ่มจากความแปลกและย้อนแย้งในชีวิตแต่ละวัน

แปลกไหม ทั้งที่โลกของเราสะดวกขึ้นกว่าเดิมมาก เราคุยกับใครก็ได้แทบจะทันที อยากดูหนังเรื่องไหนก็เปิดดูได้ อยากกินอะไรตอนตีสองก็มีใครสักคนขี่มอเตอร์ไซค์นำมันมาส่งถึงหน้าบ้าน กินได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเดินทางที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่สิบนาที เทคโนโลยีช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น คิดเร็วขึ้น ค้นหาคำตอบเร็วขึ้น และดูเหมือนว่ามนุษย์กำลังเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการทำให้ชีวิตง่ายกว่าเดิม

แต่มีบางอย่างที่ดูย้อนแย้งอยู่ในความสะดวกทั้งหมดนั้น

ทำไมเรากลับเหนื่อยขึ้น

บางวันเราเหนื่อยทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรจริงจัง บางครั้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็รู้สึกเหมือนพลังงานบางอย่างถูกใช้ไปก่อนแล้ว ทั้งที่เมื่อคืนก็นอนอยู่บนเตียงตามปกติ บางคนมีงาน มีบ้าน มีครอบครัว มีเพื่อน มีโทรศัพท์เครื่องใหม่ มีวันหยุดพักผ่อน และเมื่อมองจากข้างนอก ชีวิตก็ดูไม่ได้มีอะไรผิดปกติ

เราก็พักผ่อนนะ เพียงพอบ้าง ไม่พอบ้าง แต่ข้างในกลับรู้สึกเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก

เหมือนเราใช้ชีวิตแบบพยายามเอาตัวรอดในแต่ละวัน จากโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบที่ควรใช้จริง ๆ

ในฐานะ Symbiotic Happiness Designer หรือนักออกแบบความสุขสัมพันธ์ ไม่ได้เริ่มต้นจากความคิดว่า เรารู้วิธีที่จะทำให้ใครมีความสุข และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอยากเพิ่มคำแนะนำเรื่องชีวิตอีกชุดหนึ่ง เข้าไปในโลกที่เต็มไปด้วย How-to อยู่แล้ว ตรงกันข้าม เรากลับสนใจคำคำหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากพูดถึงนัก ทั้งที่มันอยู่กับมนุษย์แทบทุกวัน

คำนั้นคือ “ความทุกข์”

เราอยากลองเดินทางผ่านภาษาที่ไม่ค่อยถูกใช้ในบทสนทนาประจำวัน ภาษาที่บางครั้งฟังดูตรงเกินไป หนักเกินไป หรือแม้กระทั่งน่ากลัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันกลับเป็นภาษาที่มนุษย์แทบทุกคนเข้าใจโดยไม่ต้องเรียน เพราะไม่ว่าเราจะเกิดที่ไหน อายุเท่าไร มีเงินมากหรือน้อย หรือใช้ชีวิตแตกต่างกันเพียงใด เราต่างเคยรัก เคยผิดหวัง เคยกลัว เคยสูญเสีย เคยรู้สึกไม่ดีพอ และเคยเหงา

ความทุกข์จึงอาจเป็น ภาษากลางภาษาหนึ่งของมนุษย์

เพียงแต่เป็นภาษาที่เราไม่ค่อยได้รับการสอนให้อ่าน เราเรียนรู้ที่จะหยุดร้องไห้ ก่อนเรียนรู้ว่าทำไมเราถึงร้อง ลองย้อนกลับไปตอนที่เรายังเป็นเด็กดู เวลาร้องไห้ ผู้ใหญ่มักรีบบอกว่า “ไม่เอา ไม่ร้อง ฮึบ ๆ” เวลาผิดหวัง เราอาจได้ยินว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หาย” เมื่อโตขึ้นอีกหน่อยแล้วรู้สึกแย่ ก็มีคำว่า “คิดบวกสิ” เข้ามาช่วย เมื่อเหนื่อยก็ถูกบอกให้อดทน เพราะทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกัน และเมื่อเศร้า เพื่อนที่รักเราอาจพยายามพาไปกินของอร่อย ดูหนัง หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เราหายเศร้าเร็วที่สุด

คำพูดเหล่านี้จำนวนมากไม่ได้เกิดจากความใจร้าย ตรงกันข้าม หลายครั้งมันเกิดขึ้นเพราะคนรอบตัวรักเรา และไม่อยากเห็นเราทุกข์ แต่โดยไม่รู้ตัว เราอาจกำลังเรียนรู้บางอย่างไปพร้อมกันด้วย เราเรียนรู้ว่า ความทุกข์เป็นสภาวะที่ควรรีบออกไปจากมัน

เศร้า ก็รีบทำให้หายเศร้า

ผิดหวัง ก็รีบคิดบวก

เหนื่อย ก็อดทน

ร้องไห้ ก็หยุดร้อง

เราจึงค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาในโลกที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เราอยู่กับความรู้สึกที่ไม่สบายใจนานเกินไป จนบางครั้งเราเริ่มเชื่อไปว่า ชีวิตที่ดีต้องเป็นชีวิตที่มีความสุข และถ้าความทุกข์ปรากฏขึ้นเมื่อไร แปลว่ามีบางอย่างผิดปกติกับชีวิตของเรา เมื่อคิดเช่นนั้นนานเข้า เราก็ไม่ได้เพียงไม่ชอบความทุกข์ แต่เริ่มกลัวมัน

เรากลัวความเงียบ เพราะเมื่อทุกอย่างเงียบ เสียงบางอย่างข้างในจะเริ่มดังขึ้น เรากลัวการอยู่คนเดียว จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันทีที่ไม่มีอะไรทำ เรากลัวการยอมรับกับใครว่า “ช่วงนี้เราไม่โอเค” และบางครั้งเราพยายามหลีกเลี่ยงความรู้สึกเหล่านี้นานเสียจนเมื่อมีใครถามว่า “จริง ๆ แล้วตอนนี้รู้สึกยังไง” เรากลับตอบไม่ได้

ไม่ใช่เพราะเราไม่มีความรู้สึก แต่อาจเพราะเราไม่ได้ฟังมันมานานแล้ว ถ้าความทุกข์ไม่ได้มาเพื่อทำร้ายเราเสมอไปล่ะ นี่อาจเป็นจุดที่เราต้องลองเปลี่ยนคำถาม แทนที่จะถามว่า “ทำอย่างไรให้ความทุกข์หายไป” เราอาจลองถามว่า “ความทุกข์กำลังพยายามบอกอะไรเราอยู่”

ความเหนื่อยอาจไม่ได้กำลังบอกว่าเราอ่อนแอ แต่อาจกำลังบอกว่าเราฝืนตัวเองมานานเกินไป ความว่างเปล่าอาจไม่ได้หมายความว่าเรามีชีวิตที่ไม่มีคุณค่า แต่อาจกำลังถามเราว่า ชีวิตที่กำลังวิ่งตามอยู่นี้เป็นชีวิตที่เราต้องการจริงหรือเปล่า ความเศร้าอาจไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์ที่ต้องรีบกำจัด เพราะบางครั้งเราก็เศร้ากับบางสิ่งมีความหมายกับเรามากเหลือเกิน

ความทุกข์อาจกำลังบอกว่าเราต้องการอะไร กำลังกลัวอะไร กำลังซ่อนอะไร หรือแม้กระทั่งกำลังอยู่ผิดที่ เดินผิดทาง หรืออยู่กับคนที่ทำให้เราค่อย ๆ สูญเสียความเป็นตัวเองหรือเปล่า

สัญญาณเหล่านี้อาจดังอยู่เสมอ ปัญหาคือ เราไม่เคยเรียนรู้วิธีอ่านมันอย่างจริงจัง

ถ้าเป็นเช่นนั้น เป้าหมายของชีวิตอาจไม่ใช่การสร้างชีวิตที่ไม่มีความทุกข์ เพราะอาจไม่มีมนุษย์คนไหนทำได้ตั้งแต่แรก คำถามที่น่าสนใจกว่าจึงกลายเป็นว่า เราจะอยู่กับความทุกข์อย่างเข้าใจได้อย่างไร

บางทีเราไม่จำเป็นต้องรีบกำจัดมันในทันที

บางทีสิ่งแรกที่ต้องทำ อาจเป็นเพียงการฟัง

บางทีเราอาจเข้าใจความสุขผิดมาตลอด

เราถูกสอนให้มองชีวิตที่ดีผ่านภาพของความสุขและความสำเร็จ โลกบอกให้เราดีขึ้นอยู่เสมอ ต้อง productive ขึ้น เก่งขึ้น โตเร็วขึ้น มีคำตอบมากขึ้น ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น และเมื่อพบว่าคนอื่นเดินไปไกลกว่าเรา ความรู้สึกแรก ๆ ที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่ความสงสัยว่า “เราอยากไปทางเดียวกับเขาหรือเปล่า” แต่เป็นความรู้สึกผิดว่า “ทำไมเรายังไปไม่ถึงไหน”

เราเริ่มเปรียบเทียบตัวเองตั้งแต่ยังไม่ทันได้รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ เราเลื่อนดูชีวิตของคนอื่น จนบางครั้งลืมกลับมาดูชีวิตของตัวเอง แล้วคนจำนวนมากก็ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกว่าตัวเองกำลังล้มเหลว ทั้งที่ความจริงอาจไม่ได้ล้มเหลวเลย เราอาจแค่เหนื่อยจากการพยายามเป็นทุกอย่างพร้อมกัน

นี่เป็นเหตุผลที่ How ทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสอนให้ใครมีความสุข แต่เกิดขึ้นจากความสงสัยว่า ถ้าเราเข้าใจความทุกข์ดีขึ้น ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า เราจะยังต้องวิ่งเร็วขนาดนี้ไหม เรายังต้องเกลียดตัวเองทุกครั้งที่ไปไม่ถึงเป้าหมายไหม และเรายังจำเป็นต้องแกล้งเข้มแข็งในวันที่เราไม่ได้เข้มแข็งจริง ๆ หรือเปล่า

How ทุกข์ จึงไม่ใด้เป็นพื้นที่ของคำตอบสำเร็จรูป

แต่อยากเป็นพื้นที่ที่เราค่อย ๆ ทำความเข้าใจชีวิตไปด้วยกัน ทั้งในวันที่โอเคและวันที่ไม่โอเค มันอาจเป็นการเรียนรู้ภาษาของหัวใจ เพื่อให้เราเข้าใจตัวเองอย่างละเอียดกว่าที่เคย

How ทุกข์ จึงไม่ได้สนใจว่าเราจะ “ลืมความทุกข์” ได้อย่างไรเท่ากับสนใจว่า เราจะ ฟังความทุกข์ ได้อย่างไร ฟังโดยไม่รีบตัดสิน ฟังโดยไม่ผลักไส และฟังโดยยอมรับก่อนว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์

เมื่อเราฟังมันนานพอ เราอาจเริ่มพบความจริงบางอย่าง

เราอาจพบว่า การทุกข์ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนแย่ เราทุกข์เพราะเรายังเป็นมนุษย์ เราอาจพบว่าความทุกข์ของแต่ละคนเปรียบเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะสิ่งเดียวกันสามารถสร้างบาดแผลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในคนสองคน เราอาจพบว่าความทุกข์บางอย่างไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักตัวเอง และเราอาจพบด้วยว่า การกดมันไว้ไม่ได้ทำให้มันหายไป มันเพียงเงียบลงชั่วคราว ก่อนกลับมาหาเราในรูปแบบอื่น

และบางครั้ง ความทุกข์อาจทำหน้าที่เหมือนเด็กเล็กคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้ เด็กไม่ได้ร้องเพราะอยากสร้างความรำคาญเสมอไป บางทีเขาร้องเพราะยังไม่มีภาษาอื่นที่จะบอกเราว่า “ช่วยกลับมาดูฉันหน่อย”

ความทุกข์ของเราอาจกำลังทำสิ่งเดียวกัน

แล้วถ้าเราไม่เคยฟังมันเลยล่ะ เราอาจสร้างความสุขบางอย่างขึ้นมาทับความเจ็บ เราอาจสร้างความสัมพันธ์ที่ดูปกติแต่ไม่ซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง เราอาจวิ่งตามความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะหวังว่าความสำเร็จครั้งต่อไปจะจัดการความรู้สึกข้างในได้เสียที เรามีเป้าหมายมากขึ้น แต่กลับตอบไม่ได้ว่าเราต้องการอะไร เรารู้ว่าคนอื่นคาดหวังอะไรจากเรา แต่ไม่รู้ว่าหัวใจของเรากำลังพูดอะไร

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมการเข้าใจความทุกข์จึงสำคัญ เพราะถ้าเราไม่เข้าใจความทุกข์ของตัวเอง เราอาจไม่มีวันเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง และเมื่อเราไม่เข้าใจตัวเอง แม้จะมีความสุขอยู่ตรงหน้า เราก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสุขแบบไหนเป็นของเราจริง ๆ

How ทุกข์ จึงไม่ได้กำลังชวนทุกคนมานั่งเศร้าด้วยกัน เราเพียงอยากสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถยอมรับกับตัวเองได้ว่า “วันนี้เราอาจไม่ได้โอเค” โดยไม่จำเป็นต้องรีบแก้ ไม่ต้องรีบคิดบวก และไม่ต้องรู้สึกผิดกับมัน เพราะท้ายที่สุด เราทุกคนก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังพยายามใช้ชีวิต ท่ามกลางโลกที่เหนื่อยเหลือเกิน

ก่อนจะเริ่มต้นการเดินทางของ How ทุกข์ เราอยากชวนให้คุณหยุดอยู่ตรงนี้สักครู่ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องรีบหาคำตอบ และไม่ต้องพยายามเปลี่ยนความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้น

เพียงลองถามตัวเองด้วยคำถามหนึ่ง

“ตอนนี้…ฉันกำลังทุกข์เรื่องอะไร?”

ถ้ายังตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าตอบได้ ก็ยังไม่ต้องรีบแก้มัน แค่ยอมให้ความรู้สึกนั้นมีที่อยู่ในชีวิตของเราสักครู่ แล้วลองพูดกับมันเบา ๆ ว่า “ฉันได้ยินเธอนะ…ความทุกข์” บางทีความทุกข์อาจไม่ได้ต้องการให้เราเอาชนะมันทุกครั้ง บางทีมันเพียงต้องการให้เราเข้าใจว่า มันกำลังพยายามบอกอะไร

และนั่นอาจเป็นก้าวแรกของการเดินทางที่ชื่อว่า

How ทุกข์

การเดินทางที่พาคุณ

เข้าใจความทุกข์

และผลิบานสู่ความสุข

หวังว่าคุณจะเข้าใจความทุกข์มากขึ้น 

เพื่อผลิบานสู่ความสุขในการเดินทางนี้

Author

  • MidNight [owlditorship]

    At Night, I can't sleep.
    In the morning, I can't wake up.

You May Also Like
อ่านต่อ..

How ทุกข์: ความทุกข์ของคนที่ไม่เคยดีพอ ตอนที่ 2

“ทำไมเราถึงไม่เก่งเหมือนเขา” เราไม่รู้ว่า คุณเคยพูดประโยคนี้กับตัวเองหรือเปล่า อาจไม่ใช่คำเดียวกันเป๊ะ ๆ แต่อาจเป็น “ทำไมเขาทำได้ แต่เราทำไม่ได้” “ทำไมเขาไปไกลกว่าเราแล้ว” “ทำไมชีวิตเขาดูดีกว่าเรา” หรือบางครั้ง มันอาจเหลือเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “เรายังไม่ดีพอ”
อ่านต่อ..
อ่านต่อ..

How ทุกข์: ความทุกข์ของคนไม่ได้เรื่อง ตอนที่ 1

“เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน” คนที่กล่าวประโยคนี้ เป็นคนที่มีอายุเพียงสิบขวบ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้างภายในไม่กี่ปี ถึงเรียกตัวเองว่า “คนไม่ได้เรื่อง” และมีถ้อยคำที่บ่งบอกความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ได้ขนาดนี้
อ่านต่อ..