How ทุกข์: เมื่อคนไม่ได้เรื่องสองคนมาเจอกัน ตอนที่ 6

สิ่งที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับใครสักคน อาจไม่ได้มีเพียงสิ่งที่เขาทำได้ดี แต่มันคือความทุกข์ ความไม่สมบูรณ์ ความเปราะบาง ความกลัว ข้อจำกัด ความประหลาด ความผิดพลาด และวิธีที่เขาพยายามอีกครั้งต่างหาก และความพยายามนั้นทำให้เราเห็นตัวตน

ถ้าเราจะหาใครสักคนมาช่วยเด็กคนหนึ่ง

เด็กคนนี้เรียนไม่เก่ง ตื่นสาย เล่นกีฬาก็ไม่ดี มักถูกเพื่อนรังแก ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง และที่สำคัญ ถ้ายังใช้ชีวิตแบบเดิมอีกต่อไป อนาคตของเขาก็ดูเหมือนจะเต็มด้วยปัญหา

ถ้าเลือกได้ คุณจะส่งใครไปช่วยเด็กคนนี้?

นักจิตวิทยาเด็กที่เก่งที่สุด? คุณครูที่มีวิธีการสอนที่ทำให้เด็กเข้าใจง่าย ๆ มากที่สุด? ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก? หรือในยุคที่ AI ล้ำ ที่มีหุ่นยนต์ออกมามากมายจากประเทศจีน เราอาจจะออเดอร์หุ่นยนต์สักตัวเอาตัวที่ฉลาดที่สุดมาเลย ทุ่มทุนสุด ๆ หุ่นยนต์ที่มีข้อมูลมหาศาล คิดอย่างมีเหตุผล ตัดสินใจแม่นยำ ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก และด้วยโปรแกรมที่ใส่ไว้และการเรียนรู้ ทำให้สามารถรู้ว่าควรทำอะไรในทุกสถานการณ์ นี่คือผู้ช่วยสมบูรณ์แบบในอุดมคติที่จะไปช่วยเด็ก ที่ดูเหมือนชีวิตกำลังไปผิดที่ผิดทาง

แต่คนที่ถูกส่งมาช่วยโนบิตะ กลับเป็น…

โดราเอมอน

ทำไมเหรอ เป็นโดราเอมอน แล้วแปลกตรงไหน? ไม่ดีเหรอ?

หุ่นยนต์แมวสีฟ้า มีกระเป๋าสี่มิติที่พุงกลมๆ ดูเหมือนไม่มีพื้นที่เก็บอะไร แต่ทุกสิ่งที่โนบิตะ หรือพวกคุณใฝ่ฝันหาอยู่ในกระเป๋าสี่มิตินั้น กระเป๋าที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ แต่คนในยุคโนบิตะที่ยังไม่เคยเห็นของที่ล้ำและแปลกระดับนี้ จึงเรียกว่า ของวิเศษ เหมือนเป็นเวทมนตร์ มายากลอะไรสักอย่าง ทั้ง ๆ ที่นี่คือสุดยอดเทคโนโลยีล้วนๆ ประตูไปที่ไหนก็ได้ คอปเตอร์ไม้ไผ่ชิ้นเล็ก ๆ แต่บินไปได้ทุกที่ ของวิเศษที่ดูเหมือนสามารถแก้ปัญหาแทบทุกอย่างได้ นี่แหละผู้ช่วยในฝันอันสมบูรณ์แบบของเราและหลาย ๆ คน

แต่คุณรู้ไหมว่า โดราเอมอน นั้นห่างไกลจากคำว่าผู้ช่วยในฝันที่สมบูรณ์แบบมาก ๆ

โดราเอมอนเป็นหุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็ก ถูกผลิตขึ้นในโรงงานสร้างหุ่นยนต์ที่เมืองโตเกียว ในขณะระหว่างการผลิตเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ทำให้โดราเอมอนมีคุณสมบัติไม่เหมือนหุ่นยนต์แมวตัวอื่น และไม่ผ่านการตรวจประเมิน หรือ inspect หลายอย่าง ต้องเข้ารับการอบรมในห้องเรียนคลาสพิเศษของโรงเรียนหุ่นยนต์ เมื่อถึงเวลานำบริษัทจึงนำหุ่นยนต์ที่ผ่านการอบรมออกมาแสดงความสามารถ และทำการขายในงาน “โรบ็อต ออดิชัน” โดราเอมอนถูกนำมาขายทอดตลาดเพราะเป็นสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ พ่อแม่ของเซวาชิจึงได้ซื้อโดราเอมอนมาไว้ที่บ้าน (ในราคาที่น่าจะไม่แพง เพราะครอบครัวของเซวาชิก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร)

แต่เดิมนั้นตัวโดราเอมอนสีเหลือง มีหู แต่ในขณะที่โดราเอมอนนอนหลับอยู่นั้น ใบหูก็โดนหนูแทะจนแหว่งไปทั้ง 2 ข้าง และไม่สามารถซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้ พอหูไม่มี เหลือแต่หัวกลม ๆ โนราเมียโกะ หุ่นยนต์แมวแฟนสาวถึงกับหัวเราะเป็นการใหญ่ ทำให้โดราเอมอนสูญเสียความมั่นใจ และพยายามทำใจด้วยการดื่มยาเสริมกำลังใจ แต่ดันหยิบผิด…กลายเป็นกินยาโศกเศร้าแทน ทำให้ร้องไห้ไม่หยุด 3 วัน 3 คืน จนสีลอกเปลี่ยนเป็นสีฟ้าในปัจจุบัน โดราเอมอนจึงเกลียดและกลัวหนูเป็นอย่างมาก และไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเกี่ยวกับเรื่องความรัก

หลายคนอาจจะบอกว่าเห็นแก่ของวิเศษอันเยอะแยะ ใครจะแคร์เรื่องหุ่นยนต์ที่ไม่ผ่านสเปคโรงงาน ถ้าเปลี่ยนเป็นตู้เย็นหรือทีวี ที่เราอาจซื้อของที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ไม่ใช่แค่สีที่ผิดเพี้ยน แต่คุณสมบัติไม่ได้ คุณจะซื้อไหม ซื้อมาแล้วไม่ทำความเย็น หรืออาจจะเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง ภาพติดบ้างไม่ติดบ้าง ซื้อมาแล้วจะส่งผลอันตรายไหม และจะส่งผลกลับมาที่โรงงานไหม เพราะเมื่อมองจากสายตาของโรงงาน โดราเอมอนอาจเป็นเพียงสินค้าที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ หุ่นยนต์ที่มีตำหนิ หุ่นยนต์ที่ไม่ควรถูกเลือก หุ่นยนต์ที่ไม่ควรถูกส่งไปทำหน้าที่สำคัญ ซึ่งหน้าที่สำคัญนั่นคือเป็นพี่เลี้ยงดูแลเด็ก ดูแลลูกของคุณ

ไม่ใช่แค่คุณสมบัติพื้นฐานที่ควรจะเป็นไม่ครบถ้วนแค่นั้น โดราเอมอนยังมีความกลัวอีกด้วย เขากลัวหนูมาก เขาสามารถสูญเสียการควบคุมตัวเองได้เมื่อเจอหนู แล้วหุ่นยนต์นี้จะดูแลลูกเราได้หรือไม่? เขาโกรธง่าย งอนง่าย ใจอ่อนง่ายรู้ว่าไม่ควรให้ของวิเศษกับโนบิตะ แต่เมื่อเจอน้ำตาและการตี้อ ก็มักจะปล่อยไหล เลยตามเลย และมักถูกโดรายากิชักจูงได้

เขาไม่ได้มีปัญหาเพียงเรื่องอารมณ์ เขายังมีข้อจำกัดในการทำงาน ของวิเศษบางอย่างใช้ไม่คล่อง บางอย่างมีเงื่อนไขที่เขาเองก็ต้องระวัง บางครั้งเขาจำไม่ได้ว่าของชิ้นไหนอยู่ตรงไหน บางครั้งหยิบของผิด บางครั้งอธิบายวิธีใช้ไม่ครบ ความตลกร้ายคือ หุ่นยนต์ที่ส่งมาเพื่อช่วยให้อนาคตของโนบิตะดีขึ้น ไม่ใช่เดคิซูงิเวอร์ชันหุ่นยนต์ กลับเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่สมบูรณ์ หรือจะเรียกว่าไม่ได้เรื่องเหมือนกัน

การเจอกันของโนบิตะ กับ โดราเอมอน กลายเป็นการเจอกันของคนสองคน ที่ไม่ได้สมบูรณ์ ไม่ได้เรื่องในสายตาคนทั่วไป น่าสนุกล่ะทีนี้

How ทุกข์

การเดินทางที่พาคุณ

เข้าใจความทุกข์

และผลิบานสู่ความสุข

แต่เดี๋ยวก่อน เราเพิ่งใช้คำว่า “ไม่สมบูรณ์แบบ” แล้วความสมบูรณ์แบบคืออะไร

ถ้าเราบอกว่าโนบิตะไม่สมบูรณ์ เรากำลังเปรียบเทียบเขากับใคร เดคิซูงิ? เด็กที่ได้หนึ่งร้อยคะแนน? เด็กที่วิ่งเร็ว? เด็กที่ไม่ร้องไห้? เด็กที่ไม่กลัว? เด็กที่ตื่นตรงเวลา? เด็กที่ทำตามคำสั่งผู้ใหญ่? หรือเด็กที่ไม่เคยสร้างปัญหาให้ใครเลย?

แล้วถ้าเราบอกว่าโดราเอมอนไม่สมบูรณ์ หุ่นยนต์ที่สมบูรณ์ควรเป็นอย่างไร ตอบคำถามได้ทุกเรื่อง? ช่วยมนุษย์ได้ทุกครั้ง?

ก่อนจะบอกว่าใครไม่สมบูรณ์ เราอาจต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “คนที่สมบูรณ์แบบ มีลักษณะแบบไหน หน้าตาเป็นอย่างไร”

สังคมที่เราอยู่มักมีนิยามกว้าง ๆ ถึงความสมบูรณ์

มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบต้องมีร่างกายแขนขาครบแบบที่คนส่วนใหญ่มี ต้องสูงไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน น้ำหนักต้องไม่เกินเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมงไหม ต้องมีรายได้เท่านั้นเท่านี้ ต้องประสบความสำเร็จ ต้องมีครอบครัว ต้องมีลูก

ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบต้องมีพ่อแม่ลูก ถ้าไม่มีองค์ประกอบตามนี้ถือว่าครอบครัวไม่สมบูรณ์ การที่พ่อแม่แยกทางกัน ทำให้เด็กถูกแปะป้าย หรือ label ว่าอยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์ขาดความรัก ทั้ง ๆ ที่เด็กไม่ได้ทำอะไรแต่ได้รับผลจากที่คนอื่นมากำหนด

เด็กที่มีพัฒนาการสมบูรณ์แบบต้องนั่งนิ่ง ๆ ไม่วิ่งไปมา ตั้งใจฟัง มีน้ำใจ ตั้งใจเรียน ต้องอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่เล็ก ๆ จำได้ทุกอย่างที่ครูสอน ต้องเข้าสังคมเก่ง มีน้ำใจ แบ่งปันสิ่งของให้เพื่อน ต้องสวัสดีและเคารพผู้ใหญ่ด้วยการไหว้ก้มตัวโค้งงาม ๆ

ถ้าคำตอบคือใช่ นี่คือความสมบูรณ์แบบที่เราคิดและกำหนดในใจเรา

คำถามต่อไปคือ ใครเป็นคนกำหนดสิ่งเหล่านี้

สิ่งที่เราเรียกว่า “ความสมบูรณ์แบบ” ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ธรรมชาติไม่มีความสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบอยู่รวมกันแล้วส่งผลดีต่อกันและกัน

ความสมบูรณ์แบบ จึงเป็นภาพของ “มนุษย์ที่ควรจะเป็น” ที่ถูกสร้างขึ้นในแต่ละสังคม แต่ละวัฒนธรรม แต่ละช่วงเวลา

โรงเรียนอาจต้องการเด็กแบบหนึ่ง ตลาดแรงงานต้องการคนอีกแบบหนึ่ง สื่อสร้างภาพความสวยอีกแบบหนึ่ง ครอบครัวสร้างภาพลูกที่ดีอีกแบบหนึ่ง เศรษฐกิจสร้างภาพคนที่ประสบความสำเร็จอีกแบบหนึ่ง และเมื่อภาพเหล่านั้นถูกพูดซ้ำมากพอ กลายเป็นมาตรฐานที่ทุกคนต่างเห็นพ้องและเชื่อว่ามันดี และกลายเป็นความจริงตามธรรมชาติ ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น ก็จะถูกสายตา ถูกลงโทษทางสังคม โดยไม่เกิดการตั้งคำถามว่าเราอยู่ในความสมบูรณ์แบบของใคร อยู่ในมาตรฐานที่ใครบางคนสร้างขึ้น

เราเห็นเรื่องนี้ได้ง่ายมาก จากคำธรรมดาคำหนึ่ง

“ปกติ”

เด็กคนนี้ปกติ เด็กคนนั้นไม่ปกติ ร่างกายแบบนี้ปกติ สมองแบบนี้ปกติ พฤติกรรมแบบนี้ปกติ ชีวิตแบบนี้ปกติ คำว่า “ปกติ” ดูเหมือนเป็นเพียงคำอธิบาย แต่เมื่อมันถูกใช้เป็นมาตรฐาน มันสามารถกลายเป็นไม้บรรทัด และทันทีที่มีไม้บรรทัด เราก็เริ่มแบ่งคนได้ มีอันดับ   |   มีเร็ว — ช้า   |   เก่ง — ไม่เก่ง   |   แข็งแรง — อ่อนแอ   |   สมบูรณ์ — บกพร่อง   |   ปกติ — ผิดปกติ

สิ่งที่น่ากลัวคือ คำเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการอธิบาย ว่าเราทำอะไรได้แตกต่างกัน บางครั้งมันค่อย ๆ เลื่อนไปเป็นการตัดสินว่า ใครมีคุณค่ามากกว่ากัน

บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับโนบิตะมาตลอด

เมื่อใช้คะแนนสอบเป็นไม้บรรทัด เราเห็นเด็กเรียนไม่เก่ง   |   เมื่อใช้กีฬาเป็นไม้บรรทัด เราเห็นเด็กวิ่งช้า   |   เมื่อใช้ความแข็งแรงเป็นไม้บรรทัด เราเห็นเด็กที่สู้ไจแอนท์ไม่ได้   |   เมื่อใช้ความนิยมเป็นไม้บรรทัด เราเห็นเด็กที่ไม่ใช่ตัวเลือกแรก   |   เมื่อใช้เดคิซูงิเป็นไม้บรรทัด เราเห็นเด็กที่ดูเหมือนแพ้แทบทุกด้าน

แต่ทั้งหมดนั้นคือ โนบิตะจริง ๆ หรือ หรือมันเป็นเพียงผลจากการเอาไม้บรรทัดบางอันไปวัดบางส่วนของชีวิตเขา แล้วเราเผลอเรียกผลการวัดนั้นว่า ตัวตน

นี่เป็นเรื่องเดียวกับที่เราเริ่มต้นมาตั้งแต่ How ทุกข์: ความทุกข์ของคนไม่ได้เรื่อง

โนบิตะสอบได้ศูนย์ นั่นเป็นข้อมูลหนึ่ง แต่จาก “ฉันสอบได้ศูนย์” มันสามารถเดินทางไปเป็น “ฉันเรียนไม่เก่ง” และเดินทางต่อไปอีกจนกลายเป็น “ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่อง”

เหตุการณ์ กลายเป็นความสามารถ

ความสามารถ กลายเป็นตัวตน

และตัวตน กลายเป็นคุณค่า

ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันอาจเป็นคนละเรื่องกันทั้งหมด

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคะแนนสอบ มันเกิดขึ้นกับร่างกายของมนุษย์ด้วย เมื่อร่างกายของใครบางคนทำงานแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ เราอาจรีบมองว่า เขาขาดบางอย่าง มองไม่เห็น ไม่ได้ยิน พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ ใช้มือแบบที่เราคุ้นเคยไม่ได้ สื่อสารต่างออกไป เรียนรู้ต่างออกไป ประมวลผลสิ่งต่าง ๆ ต่างออกไป และบางครั้งเราอาจเผลอเอาความแตกต่างนั้นไปอธิบายคนทั้งคน

จนเราเห็นสิ่งที่เขาทำไม่ได้ ก่อนจะเห็นว่าเขาเป็นใคร

ตรงนี้มีเรื่องหนึ่งที่เราต้องระวัง การบอกว่า “เราทุกคนไม่สมบูรณ์เหมือนกัน” ฟังดูอบอุ่นแต่มันอาจไม่เพียงพอ เพราะเราไม่ได้เผชิญโลกด้วยเงื่อนไขเดียวกัน

คนที่ใช้รถเข็น อาจเจอบันไดที่คนเดินได้ไม่เคยมองว่าเป็นปัญหา   |   คนที่มองไม่เห็น อาจพบข้อมูลที่ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงได้ด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว   |   คนที่ได้ยินต่างออกไป อาจอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีวิธีสื่อสารอื่นรองรับ   |   คนที่เรียนรู้หรือประมวลผลโลกต่างจากคนส่วนใหญ่ อาจต้องอยู่ในระบบที่กำหนดว่า ทุกคนต้องเรียนรู้ด้วยวิธีเดียวกัน ในเวลาเท่ากัน ถ้าคุณอ่านหนังสือไม่ได้ตามนี้ คุณไม่เก่ง ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนมีรูปแบบการเรียนรู้หรือ Learning Style ที่แตกต่างกัน

ดังนั้น การเคารพความแตกต่าง ไม่ใช่การพูดว่า “ไม่มีใครแตกต่างหรอก เราทุกคนเหมือนกัน” เพราะเราไม่ได้เหมือนกัน

ถ้าเราเข้าใจและเคารพความแตกต่างจริง ๆ เราจะไม่ถามคนเพียงว่า “ร่างกายของคนคนนี้ขาดอะไร” แต่เราจะย้ายความสนใจไปสู่คำถามที่ว่า “โลกที่เราอยู่ถูกออกแบบและกำลังส่งผลทำให้ความแตกต่างของเขา กลายเป็นอุปสรรคมากขึ้นหรือเปล่า”

บันไดเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนหนึ่ง แต่เป็นกำแพงสำหรับอีกคน   |   ตัวหนังสือเป็นประตูสู่ความรู้สำหรับคนหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีทางเลือกอื่น มันอาจกลายเป็นกำแพงสำหรับอีกคน   |   ห้องเรียนที่บอกว่า เด็กทุกคนต้องนั่งนิ่ง ฟังแบบเดียว เรียนด้วยความเร็วเดียว และแสดงความเข้าใจด้วยวิธีเดียว อาจไม่ได้กำลังวัดเพียงความสามารถของเด็ก แต่เป็นการประเมินว่า เด็กคนนั้นเข้ากับระบบที่เราออกแบบไว้ได้ดีแค่ไหน

นี่เป็นคนละคำถามกัน

เพราะฉะนั้น ประเด็นอาจไม่ใช่ว่า เราควรหรือไม่ควรใช้คำว่า “คนพิการ” เพียงอย่างเดียว บางคนใช้คำนี้เป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง บางคนอาจเลือกใช้คำอื่น สิ่งสำคัญกว่า อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของเรา หลังจากเราได้ยินคำนั้น เราเห็นคนทั้งคนหรือเห็นเพียงความพิการ   |   เราเห็นตัวตนหรือเห็น diagnosis   |   เราเห็นความสามารถหรือเห็นเพียงข้อจำกัด   |   เราเข้าไปถามว่า “คุณต้องการอะไร” หรือรีบตัดสินแทนว่า “คุณทำอะไรไม่ได้”

เพราะการเปลี่ยนคำเรียก โดยไม่เปลี่ยนวิธีมองมนุษย์ อาจไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย

บางทีสิ่งที่เราต้องการจึงไม่ใช่โลกที่แกล้งทำเป็นว่า ทุกคนเหมือนกัน แต่เป็นโลกที่ยอมรับว่าทุกคนแตกต่างกัน โดยที่ความแตกต่างนั้นไม่จำเป็นต้องกลายเป็นลำดับชั้นของคุณค่า เราอาจมีร่างกายต่างกัน สมองต่างกัน วิธีสื่อสารต่างกัน จังหวะการเรียนรู้ต่างกัน ความสามารถต่างกัน ข้อจำกัดต่างกัน สิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือต่างกัน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมดว่า เราเป็นใคร

Time Machine

ถ้าเรานั่งไทม์แมชชีนกลับมามองโนบิตะอีกครั้ง เขามีสิ่งที่ทำไม่ได้มากมาย แต่เขาก็มีบางสิ่งที่คนอื่นไม่มีเหมือนกัน วิธีมองโลกของเขา ความอ่อนโยนของเขา ความผูกพันที่เขามีต่อคนอื่น ความสามารถบางอย่างที่อาจไม่มีคุณค่าในระบบคะแนนสอบ ในระบบทุนนิยม หรือระบบที่คับแคบมีแต่อาชีพกระแสหลัก และแม้แต่ความเปราะบางของเขา ก็ทำให้เราเห็นบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่ตัวละครซึ่งสมบูรณ์แบบเกินไป อาจไม่สามารถทำให้เราเห็นได้

ถ้าโนบิตะเก่งทุกอย่าง ไม่เคยกลัว ไม่เคยล้มเหลว ไม่ต้องการใคร

บางที…เราก็อาจไม่รักโนบิตะ อย่างที่เรารักเขาทุกวันนี้

โดราเอมอนเองก็เช่นกัน ถ้าเขาเป็นหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แบบ ไม่กลัว ไม่โกรธ ไม่โก๊ะ ไม่อ๊อง ไม่งอน ไม่พลาด ไม่ติดโดรายากิ ไม่เคยเผลอใจอ่อน และแก้ปัญหาได้ถูกต้องทุกครั้ง เขาอาจจะเป็นหุ่นยนต์ที่เยี่ยมยอด แต่เขายังจะเป็นโดราเอมอนที่เรารักอยู่หรือเปล่า

เพราะสิ่งที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับใครสักคน อาจไม่ได้มีเพียงสิ่งที่เขาทำได้ดี แต่มันคือความทุกข์ ความไม่สมบูรณ์ ความเปราะบาง ความกลัว ข้อจำกัด ความประหลาด ความผิดพลาด และวิธีที่เขาพยายามอีกครั้งต่างหาก และความพยายามนั้นทำให้เราเห็นตัวตน

คำว่า สมบูรณ์แบบหรือ Perfect เป็นเส้นทางที่สอนเรา และสร้างเราให้เราคิดว่า ถ้าเราสามารถแก้ข้อบกพร่องได้ทีละอย่าง เก่งขึ้นอีกนิด สวยขึ้นอีกหน่อย ฉลาดขึ้น เร็วขึ้น แข็งแรงขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น วันหนึ่ง เราจะเดินทางไปถึงจุดที่เรียกว่า “สมบูรณ์แบบ” แต่จุดนั้นอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนบอกว่าเราถึงแล้ว

ทำไมมาตรฐานนั้นถึงเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เมื่อก่อนทำได้เท่านี้ก็เก่ง วันนี้ต้องทำได้มากกว่าเดิม เมื่อก่อนหน้าตาแบบนี้ก็สวย วันนี้มีมาตรฐานใหม่ เมื่อก่อนมีชีวิตแบบนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ วันนี้ต้องมีมากขึ้นอีก ถ้าความสมบูรณ์แบบเป็นปลายทางจริง ทำไมเส้นชัยของมันถึงขยับหนีเราอยู่ตลอดเวลา

ความสมบูรณ์แบบไม่เคยเป็นเส้นชัยจริง ๆ มันเป็นนิยามที่ถูกสร้างขึ้น ปรับเปลี่ยนได้ ต่อรองได้ และถูกใช้เพื่อสร้างอำนาจได้ เมื่อสังคมหนึ่งสามารถกำหนดว่า ใครคือคนปกติ ใครคือคนเก่ง ใครคือคนสวย ใครคือคนมีประสิทธิภาพ ใครคือคนที่ประสบความสำเร็จ มันก็สามารถกำหนดต่อได้ว่า ใครควรได้รับรางวัล ใครควรถูกเลือก ใครควรมีพื้นที่ และใครควรพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เข้ากับมาตรฐานนั้น

บางครั้งเราจึงไม่ได้ทุกข์เพราะเราไม่สมบูรณ์แบบ เราอาจทุกข์เพราะมีใครบางคนสร้างภาพของความสมบูรณ์แบบขึ้นมา แล้วทำให้เราเชื่อว่า เราควรเป็นแบบนั้น

และเมื่อเราเชื่อมันนานพอ ไม่จำเป็นต้องมีใครมากดดันเราอีกแล้ว เราเริ่มทำหน้าที่นั้นเอง เรามองกระจกแล้วบอกว่าร่างกายยังไม่ดีพอ   |   มองผลงานแล้วบอกว่ายังไม่เก่งพอ   |   มองลูกแล้วกังวลว่าเขาจะตามคนอื่นไม่ทัน   |   มองชีวิตคนอื่นแล้วถามว่าทำไมชีวิตเราไม่เหมือนเขา

อย่างนั้นเมื่อไม่มีมนุษย์สมบูรณ์แบบอยู่จริง เราก็ไม่ต้องพัฒนาหรือทำอะไรเลยไหม การยอมรับตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดเติบโต ไม่ใช่ฉันเป็นแบบนี้แล้ว ห้ามใครแตะต้องฉัน มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อให้เติบโต และเติบโตตามชนิดของมัน นั่นหมายถึงการเติบโตของแต่ละชนิดและละสายพันธุ์แตกต่างกัน แต่การเติบโตนั้นมากจากการเห็นคุณค่าในตัวเอง และอยากเติบโต ไม่ใช่อยากเติบโตเพื่อจะเป็นเหมือนสิ่งนั้น คนนั้น ตามระบบนั้น ตามมาตรฐานนั้นที่คนอื่นกำหนดมาให้

การกล่าวแบบนี้ไม่ใช่ต่อต้านมาตรฐาน มาตรฐานต่าง ๆ ที่คิดกันมานั้นดีมากและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดและเป็นอันตรายในสิ่งที่ไม่ควรผิดพลาด แต่สิ่งที่ต่างคือ มาตรฐานไม่ได้มากำหนดคุณค่าชีวิตเราว่า ถ้าเราไม่ถึงมาตรฐาน ไม่สมบูรณ์แบบนั่นแปลว่าเราไม่มีคุณค่าอย่างที่เราเป็น

เราไม่จำเป็นต้องพัฒนาทุกอย่างด้วยตัวเองด้วย นี่อาจเป็นสิ่งที่โนบิตะกับโดราเอมอนสอนเราได้ดีที่สุด

โนบิตะมีสิ่งที่โดราเอมอนไม่มี

โดราเอมอนมีสิ่งที่โนบิตะไม่มี

บางวันโดราเอมอนช่วยโนบิตะ บางวันโนบิตะช่วยโดราเอมอน บางครั้งสิ่งที่เป็นข้อจำกัดของคนหนึ่งได้รับการเสริมจากความสามารถของอีกคน ไม่ใช่เพื่อทำให้ทั้งคู่รวมกันแล้วกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เพราะหลังจากอยู่ด้วยกันทั้งคู่ก็ยังผิดพลาด ยังทะเลาะกัน ยังสร้างเรื่อง และยังต้องเรียนรู้ พวกเขาไม่ได้ทำให้ความไม่สมบูรณ์ของกันและกันหายไป แต่ทำให้กันและกันมีความเป็นไปได้มากขึ้น

นี่คือความหมายหนึ่งของการอยู่ร่วมกัน เราอาจต้องการกันและกัน เพราะสิ่งที่เราทำไม่ได้คนเดียว บางครั้งเราทำได้เมื่อมีคนอื่นอยู่ด้วย   |   คนหนึ่งมองไม่เห็นอีกคนอธิบายสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ แต่วันหนึ่งคนที่มองไม่เห็น อาจเป็นคนที่มองเห็นบางอย่างในชีวิตที่อีกคนไม่เคยเห็น   |   คนที่ใช้รถเข็นอาจเป็นใครสักคนที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตของอีกคน

ความสัมพันธ์จึงไม่ได้มีแค่บทบาทตายตัวของการเป็นผู้ช่วย กับ ผู้ถูกช่วย กลับมีการเปลี่ยนบทบาทไปมาได้ตลอดเวลา เดี๋ยวเราช่วยเขา เดี๋ยวเขากลายเป็นผู้ช่วยเรา ในความสัมพันธ์เริ่มจากเขาเป็นใคร และเราจะเรียนรู้อะไรจากกันได้บ้าง

ในประเด็นนี้ต่างกับคำว่า เติมเต็มกันและกัน ที่ฟังดูเหมือนฉันขาดครึ่งหนึ่ง เธอขาดอีกครึ่งหนึ่งแล้วเมื่อเรามาเจอกัน เราจึงกลายเป็นหนึ่งคนที่สมบูรณ์ โนบิตะไม่ใช่ครึ่งคน โดราเอมอนไม่ใช่อีกครึ่งหนึ่ง คนพิการไม่ใช่มนุษย์ที่ขาดชิ้นส่วน และต้องรอคนที่ “สมบูรณ์กว่า” มาเติมเต็ม

เราแต่ละคนเป็นตัวเราเอง พร้อมความสามารถ ข้อจำกัด ความฝัน ความกลัว และวิธีอยู่ในโลกที่แตกต่างกัน เมื่อเรามาเจอกันเราไม่ได้ทำให้กันและกันสมบูรณ์ เราอาจทำให้กันและกันเติบโต

ตรงนี้เอง ทำให้เราต้องย้อนกลับมามองชื่อของตอนนี้อีกครั้ง “เมื่อคนไม่ได้เรื่องสองคนมาเจอกัน” แต่หลังจากเดินทางมาถึงตรงนี้ เราอาจต้องยอมรับว่า ชื่อตอนไม่ได้ตอบสิ่งที่เรากำลังคุยกัน เพราะตรงหน้าเราไม่เคยมีคนไม่ได้เรื่องสองคนอยู่เลย

มีเพียงโนบิตะ เด็กคนหนึ่งที่มีทั้งสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ มีทั้งความกลัวและความกล้า มีทั้งวันที่หนีปัญหา และวันที่ยอมยืนขึ้นเผชิญกับมัน มีทั้งความเห็นแก่ตัว และความอ่อนโยน มีทั้งความผิดพลาดและความสามารถที่จะเรียนรู้

มีโดราเอมอน หุ่นยนต์อีกตัวหนึ่ง ที่มีทั้งของวิเศษและข้อจำกัด มีทั้งความรู้และความกลัว มีทั้งวันที่ช่วยได้และวันที่ช่วยไม่ได้ มีทั้งวันที่เป็นที่พึ่งให้โนบิตะและวันที่ตัวเองต้องการโนบิตะเช่นกัน

สิ่งที่โนบิตะต้องการอาจไม่ใช่หุ่นยนต์สมบูรณ์แบบ และสิ่งที่โดราเอมอนต้องการ ก็อาจไม่ใช่เด็กสมบูรณ์แบบ พวกเขาต้องการกันและกัน ไม่ใช่เพื่อทำให้ข้อจำกัดทั้งหมดหายไป ไม่ใช่เพื่อทำให้ใครคนหนึ่งกลายเป็นอีกคน และไม่ใช่เพื่อประกอบกันจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตสมบูรณ์แบบ

พวกเขาไม่ใช่คนไม่ได้เรื่องสองคน พวกเขาเป็นตัวตนสองตัวตน ที่ไม่เหมือนกัน แต่ส่งผลให้แต่ละคนเติบโตขึ้นในทางของตนเอง

หวังว่าคุณจะเข้าใจความทุกข์มากขึ้น 

เพื่อผลิบานสู่ความสุขในการเดินทางนี้

Author

  • MidNight [owlditorship]

    At Night, I can't sleep.
    In the morning, I can't wake up.

You May Also Like
อ่านต่อ..

How ทุกข์: ความทุกข์ของคนที่ไม่เคยดีพอ ตอนที่ 2

“ทำไมเราถึงไม่เก่งเหมือนเขา” เราไม่รู้ว่า คุณเคยพูดประโยคนี้กับตัวเองหรือเปล่า อาจไม่ใช่คำเดียวกันเป๊ะ ๆ แต่อาจเป็น “ทำไมเขาทำได้ แต่เราทำไม่ได้” “ทำไมเขาไปไกลกว่าเราแล้ว” “ทำไมชีวิตเขาดูดีกว่าเรา” หรือบางครั้ง มันอาจเหลือเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “เรายังไม่ดีพอ”
อ่านต่อ..
อ่านต่อ..

How ทุกข์: ความทุกข์ของคนไม่ได้เรื่อง ตอนที่ 1

“เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน” คนที่กล่าวประโยคนี้ เป็นคนที่มีอายุเพียงสิบขวบ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้างภายในไม่กี่ปี ถึงเรียกตัวเองว่า “คนไม่ได้เรื่อง” และมีถ้อยคำที่บ่งบอกความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ได้ขนาดนี้
อ่านต่อ..