How ทุกข์: ความทุกข์ของคนที่อยู่กับวันพรุ่งนี้ ตอนที่ 5

ถ้าเราอายุสิบขวบ แล้วมีใครบางคนเดินเข้ามาบอกว่า โตขึ้นเธอจะล้มเหลว ธุรกิจของเธอจะมีปัญหา เธอจะสร้างหนี้สิน และชีวิตของเธอจะไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เราจะรู้สึกอย่างไร ความรู้เกี่ยวกับอนาคต ไม่ได้สร้างความหวังเสมอไป บางครั้งมันสร้างอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมา “ถ้ามันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว เราจะทำอะไรได้”

มีเรื่องแปลกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับความทุกข์ของมนุษย์

เราไม่รู้ว่า คุณเคยรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า

เราสามารถทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว และเรายังสามารถทุกข์กับสิ่งที่… ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยได้ด้วย

พรุ่งนี้อาจตกงาน เดือนหน้าเงินอาจไม่พอ ผลตรวจสุขภาพครั้งหน้าอาจไม่ดี คนที่เรารักอาจจากไป ธุรกิจอาจล้ม ลูกอาจสอบไม่ได้ ความสัมพันธ์อาจไปไม่รอด

สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น แต่หัวใจเต้นเร็วได้แล้ว นอนไม่หลับได้แล้ว ร้องไห้ได้แล้ว และบางครั้ง ชีวิตวันนี้ก็พังได้แล้ว

เพราะสิ่งที่เราเชื่อว่า อาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้

How ทุกข์

การเดินทางที่พาคุณ

เข้าใจความทุกข์

และผลิบานสู่ความสุข

ถ้าความทุกข์อย่างหนึ่งของมนุษย์เกิดจากการที่เรา ไม่รู้อนาคต และจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันหนึ่ง…เรารู้อนาคตของตัวเอง

ถ้ามีใครบางคนเดินทางมาจากอนาคต เอาภาพชีวิตของเราในอีกหลายสิบปีข้างหน้ามาวางตรงหน้าแล้วบอกว่า นี่คือคนที่เธอจะแต่งงานด้วย นี่คือชีวิตที่เธอจะมี นี่คือธุรกิจที่เธอจะทำ นี่คือหนี้สินที่เธอจะทิ้งไว้ และนี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับลูกหลานของเธอ

เราจะรู้สึกอย่างไร

บางที…เราอาจคิดว่าการรู้อนาคต จะทำให้เราสบายใจขึ้น เพราะอย่างน้อยเราก็ไม่ต้องกลัวสิ่งที่ไม่รู้

ครั้งนี้… The Owls City กำลังอยู่กับชีวิตของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า โนบิตะ การรู้อนาคตกลับเป็นจุดเริ่มต้นของความทุกข์ทั้งหมด

เรื่องราวของโดราเอมอนเริ่มต้นขึ้น

ในวันที่เด็กจากโลกอนาคตชื่อเซวาชิเดินทางกลับมาหาโนบิตะ เซวาชิคือลูกหลานของเขา และเขาไม่ได้เดินทางมาเพียงเพื่อเยี่ยมบรรพบุรุษ เขานำบางอย่างมาด้วย

“อนาคตของโนบิตะ”

อนาคตที่ไม่ได้สวยงามนัก ชีวิตที่เต็มไปด้วยความผิดพลาด ปัญหาทางการเงิน หนี้สินที่ส่งผลต่อคนรุ่นหลัง และอนาคตที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งสำหรับโนบิตะ

เขาไม่ได้แต่งงานกับชิซูกะ

เซวาชิจึงพาโดราเอมอนมาจากศตวรรษที่ 22 เพื่อทำภารกิจหนึ่ง เปลี่ยนอนาคตของโนบิตะ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องสนุก หุ่นยนต์แมวจากอนาคตพร้อมของวิเศษมากมาย ถูกส่งมาช่วยเด็กคนหนึ่งเปลี่ยนชีวิต

แต่ถ้าเราลองวางของวิเศษทั้งหมดไว้ข้าง ๆ ก่อน เรื่องนี้มีคำถามที่น่ากลัวซ่อนอยู่ เด็กคนหนึ่งได้รับรู้ว่า ถ้าเขายังคงเป็นคนแบบนี้ ชีวิตของเขาจะจบลงอย่างไร

Time Machine

วันนี้เราจะนั่งไทม์แมชชีนกัน ไม่ใช่เพื่อไปผจญภัยในโลกใต้ทะเล หรือโลกดึกดำบรรพ์ แต่เราจะนั่งไทม์แมชชีนเดินทางเข้าไปในความทุกข์ของโนบิตะ เพื่อค้นหาว่า ความทุกข์ของเด็กคนหนึ่ง กำลังสะท้อนความทุกข์ของพวกเราหรือเปล่า

และบางที…

เมื่อเราเข้าใจความทุกข์ของโนบิตะ

เราอาจเข้าใจความทุกข์ของตัวเอง…มากขึ้นด้วย

ลองคิดดูว่า ถ้าเราอายุสิบขวบ แล้วมีใครบางคนเดินเข้ามาบอกว่า โตขึ้นเธอจะล้มเหลว ธุรกิจของเธอจะมีปัญหา เธอจะสร้างหนี้สิน และชีวิตของเธอจะไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เราจะรู้สึกอย่างไร

คนส่วนใหญ่ตอนสิบขวบอาจจะขำแล้วก็มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไปวิ่งเล่นต่อดีกว่า

บางคนอาจคิดว่า ดีสิ อย่างน้อยเมื่อรู้แล้วเราจะได้แก้ไขมัน

แต่ความรู้เกี่ยวกับอนาคต ไม่ได้สร้างความหวังเสมอไป บางครั้งมันสร้างอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมา ความรู้สึกว่าอนาคตถูกเขียนไว้แล้ว และทันทีที่เราเชื่ออย่างนั้น คำถามก็เปลี่ยนจาก “พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น” เป็น “ถ้ามันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว เราจะทำอะไรได้”

แม้เราไม่จำเป็นต้องมี Time Machine แบบโนบิตะถึงจะรู้สึกแบบนี้ เพราะมนุษย์เก่งมากในการเดินทางไปยังอนาคต โดยไม่ต้องใช้เครื่องจักรเลย เราทำมันอยู่ในหัวของเราทุกวัน

หัวหน้าบอกว่า “พรุ่งนี้ขอคุยด้วยหน่อย” ยังไม่ทันถึงพรุ่งนี้ เราก็ไปถึงวันถูกไล่ออกจากงานแล้ว   |   คนรักอ่านข้อความแต่ยังไม่ตอบ ผ่านไปสองชั่วโมงเราก็เดินทางไปถึงวันที่ความสัมพันธ์จบลงแล้ว   |   หมอนัดตรวจเพิ่มเติม ผลยังไม่ออกแต่ในหัวของเรา เราอาจไปถึงโรคร้าย การรักษา โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งวันที่ตัวเองไม่อยู่แล้ว   |   ยอดขายตกติดต่อกันสองเดือน บริษัทอาจยังไม่ล้ม แต่ในหัวของเรา เราอาจเห็นสำนักงานปิด พนักงานออก หนี้สิน บ้านถูกขาย และชีวิตทั้งหมดพังลงเรียบร้อยแล้ว

นี่เป็นความสามารถที่น่าประหลาดของมนุษย์ ร่างกายของเรายังอยู่ในวันนี้ แต่ใจของเราสามารถไปทุกข์อยู่ในวันพรุ่งนี้ได้ก่อน

ความสามารถในการคิดถึงอนาคตไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ตรงกันข้ามมันเป็นหนึ่งในความสามารถสำคัญของมนุษย์ เพราะเรามองไปข้างหน้าได้ เราจึงวางแผนได้เก็บเงินได้ เตรียมรับมือภัยพิบัติได้ เรียนหนังสือเพื่ออนาคตได้ ทำประกันได้ ดูแลสุขภาพได้ สร้างเมืองสำหรับอยู่อาศัยทั้งตัวเองและลูกหลานได้ และตัดสินใจวันนี้โดยคิดถึงผลที่จะตามมาในวันข้างหน้า

“สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” กับ “สิ่งที่จะเกิดขึ้น”

คำสองคำนี้ ดูเหมือนต่างกันนิดเดียว แต่สร้างชีวิตและส่งผลคนละแบบ

“บริษัทอาจไม่เลือกเรา” กับ “บริษัทจะไม่เลือกเรา”

“ธุรกิจอาจล้ม” กับ “ธุรกิจจะล้ม”

“ความสัมพันธ์นี้อาจจบลง” กับ “สุดท้ายเขาก็จะทิ้งเราอยู่ดี”

ประโยคข้างหน้า กับประโยคข้างหลังไม่เหมือนกัน

ประโยคแรก ยังเหลือพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้ ประโยคที่สอง ปิดอนาคตลงเรียบร้อยแล้ว และบางครั้งสิ่งที่ปิดอนาคตนั้น ไม่ใช่อนาคตในความเป็นจริง แต่คือ ความคิดของเราเกี่ยวกับอนาคต

นี่อาจเป็นความทุกข์ที่แปลกมากของโนบิตะ เพราะเขาไม่ได้เพียงคิดว่า “อนาคตของฉันอาจแย่” เขาได้เห็นหลักฐานจากอนาคตว่า “อนาคตของฉันเป็นแบบนี้”

เราอาจถามเหมือนกันว่า ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วในอนาคต แล้วเราจะเปลี่ยนมันได้อย่างไร แต่การมาถึงของเซวาชิและโดราเอมอน กลับมีความหมายบางอย่างที่ย้อนแย้งมาก เพราะถ้าอนาคตเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ โดราเอมอนก็ไม่จำเป็นต้องมา

การมีอยู่ของโดราเอมอนจึงเป็นหลักฐานในตัวมันเองว่า อนาคตที่โนบิตะเห็นอาจไม่ใช่ “สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” แต่มันคือ “สิ่งที่จะเกิดขึ้น หากทุกอย่างยังดำเนินไปในทิศทางเดิม”

บางทีนี่อาจเป็นวิธีที่เราควรมองอนาคตของตัวเองเหมือนกัน ผลตรวจสุขภาพวันนี้อาจกำลังบอกว่า ถ้าเรายังดำเนินชีวิตแบบเดิม ความเสี่ยงบางอย่างจะเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่า ชะตากรรมของเราถูกตัดสินแล้ว

คะแนนของเด็กวันนี้ อาจกำลังบอกว่า มีบางเรื่องที่เขายังต้องการความช่วยเหลือ ไม่ได้หมายความว่า นี่คือขีดจำกัดของชีวิตเขา

สถานะการเงินวันนี้ อาจกำลังบอกว่า ถ้าเรายังใช้เงินแบบนี้ อีกห้าปีจะเกิดปัญหา

ธุรกิจที่กำลังขาดทุนอาจเป็นสัญญาณว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ อาจไปต่อไม่ได้ในรูปแบบเดิม ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตของเราจบลงพร้อมกับธุรกิจนี้

บางทีข้อมูลเกี่ยวกับอนาคตไม่ได้มีไว้เพื่อบอกเราว่า “นี่คือชะตากรรมของเธอ” แต่อาจมีไว้เพื่อถามว่า “เมื่อรู้แล้ว วันนี้เธอจะทำอะไรต่างออกไป”

ชีวิตเราเหมือนกับการเล่นไม้กระดกตอนเด็ก ๆ ที่เราต้องรักษาสมดุลขึ้นลงระหว่างสองข้างให้ดี การเล่นครั้งนั้นก็จะสนุก หากด้านใดด้านหนึ่งถ่วงน้ำหนักเยอะกว่า ก็จะกลายเป็นความน่าเบื่อ แต่พอเป็นเรื่องชีวิตแล้วมันอันตรายมากกว่าแค่น่าเบื่อ

ด้านหนึ่งของไม้กระดกคือ ทุกสิ่งของเราไม่ได้จบลงเพียงเพราะรู้หรือคาดการณ์อนาคตได้ เมื่อเรารู้แล้วเราทำอะไรต่างออกไปก็มีโอกาสไม่เหมือนเดิม แต่อีกด้านหนึ่งของไม้กระดก เมื่อเราพบว่า อนาคตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราอาจเน้นน้ำหนักและกระโดดไปยังความเชื่ออีกด้านทันทีว่า ถ้าอย่างนั้น ฉันต้องทำให้อนาคตออกมาอย่างที่ต้องการให้ได้ และนี่พาเรากลับไปยังความทุกข์เรื่องเดิม นั่นคือ

การควบคุม

ถ้าการแต่งงานกับชิซูกะ จำทำให้ชีวิตดีขึ้นงั้นก็ทำยังไงก็ได้ให้ได้แต่ง ใช้ของวิเศษ… ไข่แสนรักตราตรึงใจ ของวิเศษที่สามารถทำให้คนตกหลุมรักคนที่ตัวเองเห็นหลังจากออกมาจากไข่ก็ได้ โดยไม่ได้สนกระบวนการหรือการปรับเปลี่ยนแปลงชีวิต

เราวางแผนทุกอย่าง เลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดให้ลูก วางเส้นทางอาชีพ เก็บเงิน ออกกำลังกาย กินอาหารที่คิดว่าดีที่สุด ทำทุกอย่างให้ถูกต้องเพราะลึก ๆ เราหวังว่า ถ้าเราตัดสินใจถูกทุกครั้ง อนาคตจะไม่มีวันทำร้ายเรา

แต่ชีวิตไม่เคยให้สัญญาแบบนั้น

คนที่ดูแลสุขภาพอย่างดีก็ยังเจ็บป่วยได้   |   ธุรกิจที่วางแผนอย่างละเอียดก็ยังเจอวิกฤตที่ไม่มีใครคาดคิดได้   |   ความสัมพันธ์ที่เราดูแลอย่างดีก็ยังเปลี่ยนแปลงได้   |   เด็กที่ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดก็ยังเลือกชีวิตที่พ่อแม่ไม่เคยวางแผนไว้ได้ เราอาจมีอิทธิพลต่ออนาคต แต่เราไม่สามารถเป็นเจ้าของมันทั้งหมด

เราสร้างอนาคตได้ด้วยการตัดสินใจวันนี้ แต่เราไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ทุกอย่างของวันพรุ่งนี้ได้ ดังนั้น “ฉันควบคุมอนาคตไม่ได้” ไม่ได้แปลว่า “ฉันทำอะไรกับอนาคตไม่ได้เลย”

บางทีความทุกข์ของวันพรุ่งนี้จึงเกิดขึ้นตรงพื้นที่ระหว่างสองขั้วนี้ ขั้วหนึ่งคือ โชคชะตา หรือ Fatalism ด้วยความคิดที่ว่ามันถูกกำหนดไว้แล้ว ทำอะไรก็ไม่มีประโยชน์หรอก อีกขั้วหนึ่งคือ การควบคุม หรือ Control ทุกอย่างขึ้นอยู่กับฉัน ฉันต้องทำให้มันออกมาถูกต้อง

ขั้วแรกทำให้เราไม่ทำอะไร ขั้วที่สองทำให้เราแบกทุกอย่าง แต่บางทีชีวิตอาจไม่ได้เรียกร้องให้เราเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนไม้กระดกที่เราทุกคนเคยเล่น ความสนุกอยู่ที่ได้ขึ้นและได้ลง เราอาจยอมรับได้พร้อมกันว่า อนาคตไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเราทั้งหมด และ สิ่งที่เราทำวันนี้ยังมีความหมายต่อมัน

เราไม่ใช่ผู้ควบคุมอนาคต แต่เราก็ไม่ใช่ผู้โดยสารที่ทำได้เพียงนั่งรอ เราเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังมีส่วนสร้างมัน

เป้าหมายของโดราเอมอนไม่ใช่ทำให้โนบิตะรู้อนาคตมากขึ้น เขารู้อนาคตอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่ข้อมูลเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้ แต่คือ

สิ่งที่โนบิตะทำในวันนี้

ถ้าเขายังตื่นสาย ยังไม่อ่านหนังสือ ยังหนีปัญหา ยังใช้ของวิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงผลของการกระทำ อนาคตแบบหนึ่งก็มีโอกาสเกิดขึ้น แต่ทุกครั้งที่เขาเลือกต่างออกไป รับผิดชอบมากขึ้น กล้าเผชิญปัญหา พยายามใหม่ ดูแลคนอื่น หรือแม้แต่ล้มเหลวแล้วลุกขึ้นมาอีกครั้ง เส้นทางของอนาคตก็อาจเปลี่ยนไปด้วย จึงไม่ใช่ว่า

โนบิตะจะกลายเป็นคนที่ไม่เคยล้มเหลวหรือไม่

เพราะเขายังคงทำเรื่องไม่ได้เรื่องอยู่เรื่อย ๆ เขาไม่จำเป็นต้องฝืนและพยายามให้เขากลายเป็นเดคิซูงิ (แม้ว่า เดคิซูงิ ก็น่าจะมีความไม่ได้เรื่องในบางเรื่อง แต่แค่ผู้เขียนไม่ได้บอก หรือ เราไม่เคยได้เห็นในโซเชียลมีเดียของเดคิซูงิเท่านั้นเอง) สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ว่า โนบิตะสามารถเติบโตขึ้นโดยไม่ใช้ความผิดพลาดของวันนี้ มาเป็นหลักฐาน มาเป็นตัวตอกย้ำว่า เขาไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้

โลกของเราก็เต็มไปด้วยคำทำนายเกี่ยวกับอนาคตเหมือนกัน AI จะมาแทนงานเรา เศรษฐกิจจะถดถอย โลกร้อนขึ้น เมืองจะจมน้ำ สังคมสูงวัย ธุรกิจนี้กำลังจะตาย อาชีพนี้ไม่มีอนาคต เด็กยุคนี้จะมีชีวิตยากกว่าพ่อแม่ บางคำทำนายมีข้อมูลรองรับอย่างจริงจัง และเราไม่ควรปฏิเสธมันเพียงเพราะมันทำให้เราไม่สบายใจ

แต่ข้อมูลเกี่ยวกับอนาคตมีหน้าที่อย่างหนึ่งที่สำคัญมาก มันควรช่วยให้เราตัดสินใจวันนี้ได้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้เราหยุดใช้ชีวิต กังวล เครียด มีความทุกข์ เพราะเชื่อว่าพรุ่งนี้จบลงไปแล้ว การรู้ว่าโลกกำลังร้อนขึ้นควรทำให้เราลงมือ ไม่ใช่ทำให้เราสรุปว่า ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว การรู้ว่าเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนงานควรทำให้เราเรียนรู้ ไม่ใช่ทำให้เราสรุปว่าเราไม่มีประโยชน์อีกต่อไป การรู้ว่าชีวิตมีความเสี่ยง ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เรากลัวชีวิต แต่อาจมีไว้เพื่อช่วยให้เราใช้ชีวิตที่ยังมีอยู่ตรงหน้าอย่างมีสติมากขึ้น

บางครั้งเราพยายามรู้อนาคต เพราะคิดว่าความรู้จะทำให้เราหายกลัว ดูดวง เช็กข่าวซ้ำ ๆ ดูกราฟ อ่านการคาดการณ์เศรษฐกิจ ถาม AI วาง scenario คำนวณทุกความเป็นไปได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผิด บางอย่างมีประโยชน์มากด้วยซ้ำ แต่มีคำถามหนึ่งที่เราอาจต้องถามตัวเองว่า เรากำลังหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัว หรือ เรากำลังหาข้อมูลเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรที่เราไม่รู้ เพราะอย่างหลังอาจไม่มีวันจบ ต่อให้เรามีข้อมูลมากแค่ไหน อนาคตก็ยังมีบางส่วนที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวเองให้เราเห็น

How ทุกข์ จึงไม่ได้กำลังบอกว่า “อย่าคิดถึงอนาคต” เพราะเราต้องคิด เราต้องวางแผน เราต้องเตรียมตัว เราต้องมองความเสี่ยง และบางครั้ง เราต้องกล้าดูอนาคตที่เราไม่อยากเห็นด้วย แต่เราอาจต้องระวัง ไม่ให้ความเป็นไปได้ กลายเป็นคำพิพากษา ไม่ให้ความเสี่ยงกลายเป็นชะตากรรม และไม่ให้วันพรุ่งนี้ที่ยังมาไม่ถึงเข้ามาใช้ชีวิตวันนี้แทนเรา

บางทีคืนนี้ เราอาจกำลังกังวลกับบางอย่างอยู่ ผลตรวจที่ยังไม่ออก งานที่ยังไม่ได้คำตอบ เงินที่ยังไม่รู้ว่าจะพอไหม ความสัมพันธ์ที่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ลูกที่เราไม่รู้ว่าจะเติบโตเป็นอย่างไร หรือโลกในอีกสิบปีที่เราไม่รู้ว่าจะเหลืออะไรให้คนรุ่นต่อไป เราไม่จำเป็นต้องบอกตัวเองว่า “อย่าคิดมาก” เพราะบางเรื่องก็ควรคิด และบางเรื่องก็ควรกังวล แทนที่จะถามเพียงว่า “พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น” เราอาจถามอีกคำถามหนึ่งว่า “แล้ววันนี้ มีอะไรที่เรายังทำได้บ้าง”

ไม่ใช่เพื่อควบคุมพรุ่งนี้ แต่เพื่อไม่ยอมให้ความกลัวต่อพรุ่งนี้ พรากวันนี้ไปจากเราเสียก่อน

โนบิตะได้รับสิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่ไม่มี เขาได้เห็นอนาคตของตัวเอง แต่สิ่งที่ช่วยชีวิตเขา อาจไม่ใช่การรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นเพราะถ้าเพียงแค่รู้ก็เพียงพอ เขาคงไม่ต้องการโดราเอมอน

อนาคตที่เห็นไม่จำเป็นต้องเป็นอนาคตเพียงแบบเดียวที่เป็นไปได้ ทุกการตัดสินใจ ทุกความผิดพลาด ทุกครั้งที่ล้ม ทุกครั้งที่พยายามใหม่ กำลังมีส่วนเขียนวันพรุ่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เราอาจมองเห็นแนวโน้มของชีวิต แต่เราไม่ได้เห็นชีวิตทั้งหมด เราอาจรู้ความเสี่ยง แต่เราไม่ได้รู้ผลลัพธ์ เราอาจรู้ว่าเส้นทางที่กำลังเดินพาไปทางไหน แต่ตราบใดที่เรายังเดินอยู่ เรายังเปลี่ยนทิศทางได้ เพราะอนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราควบคุมได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเราอยู่ในนั้นเลย

เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นและเราอาจไม่มีวันรู้ทั้งหมด แต่การไม่รู้อนาคต
ไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีส่วนในการสร้างมัน ไม่มีส่วนในการเปลี่ยนมัน

หวังว่าคุณจะเข้าใจความทุกข์มากขึ้น 

เพื่อผลิบานสู่ความสุขในการเดินทางนี้

Author

  • MidNight [owlditorship]

    At Night, I can't sleep.
    In the morning, I can't wake up.

You May Also Like
อ่านต่อ..

How ทุกข์: ความทุกข์ของคนที่ไม่เคยดีพอ ตอนที่ 2

“ทำไมเราถึงไม่เก่งเหมือนเขา” เราไม่รู้ว่า คุณเคยพูดประโยคนี้กับตัวเองหรือเปล่า อาจไม่ใช่คำเดียวกันเป๊ะ ๆ แต่อาจเป็น “ทำไมเขาทำได้ แต่เราทำไม่ได้” “ทำไมเขาไปไกลกว่าเราแล้ว” “ทำไมชีวิตเขาดูดีกว่าเรา” หรือบางครั้ง มันอาจเหลือเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “เรายังไม่ดีพอ”
อ่านต่อ..
อ่านต่อ..

How ทุกข์: ความทุกข์ของคนไม่ได้เรื่อง ตอนที่ 1

“เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน” คนที่กล่าวประโยคนี้ เป็นคนที่มีอายุเพียงสิบขวบ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้างภายในไม่กี่ปี ถึงเรียกตัวเองว่า “คนไม่ได้เรื่อง” และมีถ้อยคำที่บ่งบอกความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ได้ขนาดนี้
อ่านต่อ..