"ทำไมฉันไม่ถูกเลือก
เราไม่รู้ว่า คุณเคยรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า
พยายามขนาดไหน ก็ไม่ได้เป็นลำดับแรก ๆ ที่จะถูกเลือก
สอบคัดเลือกเข้าเรียน บางคนได้รับเข้าเลือกได้เรียน เราไม่ได้รับเลือก
ยกมือในห้องเรียนแม้เร็วกว่า แต่ครูเรียกชื่อคนอื่น
สมัยเราอยู่ชั้นประถม เราติดทีมฟุตบอลโรงเรียนด้วยล่ะ เราไปซ้อมกับเพื่อน ๆ มันสนุกมาก แล้วก็มีการแข่งขันกับโรงเรียนอื่น จำได้ว่าไปเตะที่สนามโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เราก็ไปด้วยในฐานะตัวสำรอง เราลุ้น และมีส่วนร่วมกับทีมในทุกอารมณ์ความรู้สึก และก็รู้สึกตัวอีกทีเมื่อมีเสียงเป่านกหวีดยาว ๆ เป็นสัญญานว่าหมดเวลาการแข่งขันแล้ว เสียงนั้นดึงกลับมาว่าเรายังอยู่ข้างสนามไม่ได้ลงไปแข่งกับเพื่อน ๆ และมันก็เป็นอย่างนี้ในเกมส์การแข่งขันอื่นด้วยเหมือนกัน
เพื่อนชวนกันไปกินข้าว แต่ไม่มีชื่อเราอยู่ในนั้น
คนที่เราชอบ กลับชอบใครอีกคน
สมัครงานแล้วบริษัทบอกว่าชอบเรามากเลย แต่เขาเลือกคนอื่น
เสนอไอเดียแล้วหัวหน้าเลือกอีกไอเดียที่เราและเพื่อนร่วมงานมองว่ามันเห่ยกว่าตั้งเยอะ
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงแค่ว่า ด้วยข้อจำกัดบางอย่างเราไม่ได้ถูกเลือก แต่สิ่งที่ดังขึ้นในหัวกลับกลายเป็น “เพราะเราไม่ดีพอที่จะถูกเลือก”
How ทุกข์
การเดินทางที่พาคุณ
เข้าใจความทุกข์
และผลิบานสู่ความสุข
เราไม่ได้ถูกเลือก กับ เราไม่ดีพอที่จะถูกเลือก สองประโยคนี้ไม่เหมือนกันเลย
แต่ก่อนที่จะถามว่า ทำไมการไม่ถูกเลือกถึงเจ็บขนาดนั้น บางทีเราอาจต้องย้อนกลับไปถามอีกคำถามหนึ่งก่อน “ทำไมเราถึงอยากถูกเลือกตั้งแต่แรก”
ทำไมเราถึงอยากให้ครูเรียกชื่อเรา (บางคนบอกอย่าเรียกฉันเลย) อยากให้เพื่อนชวนเราไปด้วย อยากให้บริษัทรับเราเข้าทำงาน (แน่นอนการได้งานหมายถึงมีรายได้ แต่พอเขาไม่รับเราเข้าทำงาน กลับกลายเป็นเสียงที่กระทบตัวตนเรา) อยากให้ใครสักคนบอกว่า เราเป็นคนสำคัญ และทำไมในบรรดาผู้คนตั้งมากมาย เราจึงอยากให้ใครบางคนพูดกับเราว่า “ฉันเลือกเธอ”
มนุษย์เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่คนเดียว เราถูกสร้าง ถูกก่อกำเนิดมาจากความสัมพันธ์ ชาย/หญิงคนเดียวไม่สามารถมีลูกได้ ต้องมีความสัมพันธ์ถึงจะก่อกำเนิดชีวิตขึ้นมา
ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความรู้สึก แต่หมายถึงอาหาร ความปลอดภัย การได้รับการดูแล การมีคนช่วยเหลือเมื่อเราเจ็บป่วย และในบางช่วงเวลา การถูกทิ้งออกจากกลุ่มอาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างการมีชีวิตอยู่กับโอกาสที่จะสูญเสียชีวิตเลยด้วยซ้ำ
เวลาผ่านไป โลกของเราเปลี่ยนตลอดเวลา
วันนี้ถ้าเพื่อนไม่ชวนเราไปงานวันเกิด เราไม่ได้ถูกขับออกจากเผ่า ถ้าบริษัทเลือกผู้สมัครอีกคน เราไม่ได้ถูกทิ้งให้อยู่กลางป่า ถ้าคนที่เรารักเลือกคนอื่น เราก็ยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้ แต่ดูเหมือนว่ามีบางส่วนในตัวเรา ที่ยังไวต่อคำถามบางอย่างเหลือเกิน
ฉันยังอยู่ในวงหรือเปล่า? ยังมีใครอยากให้ฉันอยู่ตรงนี้ไหม? ถ้าฉันหายไป จะมีใครรู้สึกถึงการหายไปของฉันหรือไม่? บางทีสิ่งที่เราเรียกว่า “อยากถูกเลือก” จึงอาจมีความต้องการบางอย่างที่ลึกกว่านั้นอยู่ข้างใต้ ภายใต้ภูเขาน้ำแข็งที่จมน้ำอยู่นั้น เราอาจจะคิดว่า เรามีที่ยืนอยู่ที่ไหนสักแห่ง ชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร เราเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่าง และมีใครบางคนไหมที่อยากให้เราอยู่ในชีวิตของเขา
การอยากถูกเลือกจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ มันเป็นความต้องการพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์
บทความนี้คงจบเพียงแค่นี้ ถ้าไม่มีอะไรที่ลึกไปมากกว่านั้น แต่ถ้าการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคือสิ่งที่เราต้องการ ทำไมบางครั้งแค่ถูกเลือก แค่อยู่ในกลุ่มจึงยังไม่พอ
เราได้รับเลือกเข้าทำงานแล้ว แต่พอรู้ว่าบริษัทโทรหาผู้สมัครอีกคนก่อนเรา เรากลับรู้สึกบางอย่าง เราได้เขาไปอยู่ในทีมแล้วแต่ยังอยากรู้ว่าเราจะได้เป็นตัวจริงหรือเปล่า เราเป็นเพื่อนเขาแล้วแต่ก็ยังอยากรู้ว่า “เราเป็นเพื่อนสนิทที่สุดไหมนะ” เวลาเขามีเรื่องกลุ้ม เรื่องทุกข์ใจ เขาจะนึกถึงเราไหมนะ ทำไมเขาไม่เล่าให้เราฟัง หรือเขาไม่คิดว่าเราเป็นเพื่อนเขา
แม้แต่เด็กที่รู้ว่าพ่อแม่รักลูกทุกคน บางครั้งก็ยังถามว่า “แล้วแม่รักใครมากที่สุด”
นั่นหมายความว่า ลึก ๆ สิ่งที่มนุษย์ต้องการ อาจไม่ใช่เพียงการได้อยู่ในวง เราไม่ต้องการเพียง Belonging หรือแค่การเป็นส่วนหนึ่ง แต่เรายังต้องการ Being Chosen คือได้รับการเลือก ได้รับการให้คุณค่า และมีหลายครั้งเรายังพุ่งไปไกลกว่านั้นเราต้องการ Preference คือในบรรดาที่ได้รับการให้คุณค่า เราเป็นอันดับหนึ่ง หรือเราถูกเลือกก่อนหรือเปล่า
เพราะคำว่า “เลือก” มีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ในตัวมันเอง ถ้ามีเพียงเราอยู่คนเดียว ก็ไม่มีอะไรให้เลือก การเลือกเกิดขึ้นเพราะมีทางเลือกอื่นอยู่ด้วย ทำให้เวลาที่ใครสักคนพูดว่า “ฉันเลือกเธอ” สิ่งที่เราอยากได้ยินไม่ใช่เพียง “ฉันเลือกเธอ ฉันต้องการเธอ” แต่คือ ในบรรดาคนเหล่านั้น ฉันต้องการเธอ และนั่นให้ความรู้สึกที่ทรงพลังมาก ฉันไม่ได้เพียงมีที่อยู่ แต่ฉันพิเศษสำหรับใครบางคน
ครั้งนี้… The Owls City กำลังอยู่กับชีวิตของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง
เด็กผู้ชายคนนี้ชื่อ โนบิ โนบิตะ อายุสิบขวบ เรียนอยู่ชั้นประถมปลาย เด็กที่สอบได้ศูนย์บ่อย ๆ แทบจะจองอันดับท้ายสุดของห้อง วิ่งก็ไม่เร็ว เล่นกีฬาก็ไม่เก่ง ถูกแม่บ่น ถูกครูดุ ถูกไจแอนท์แกล้ง มีซูนิโอะคอยอวดสิ่งที่ตัวเองไม่มี
ถ้าคิดถึงคนที่เรียนได้ดี คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงเดคิซูงิ
เพื่อน ๆ อยากจะเล่นเบสบอล โนบิตะมักจะถูกชวนเวลามีบางคนไม่ว่างมาเล่น แต่ถ้าคนครบแล้ว เขาก็ไม่ได้อยู่ในใจของเพื่อนที่จะชวนมาเล่น
ถ้าคิดถึงคนที่วิ่งเร็ว คนที่เล่นกีฬาเก่ง หรือคนที่ดูน่าเชื่อถือ โนบิตะก็คงไม่ใช่ตัวเลือกแรกในความคิดของใครหลายคน
เมื่อมองไปยังเพื่อนอีกคนหนึ่ง เขาเหมือนจะพบใครสักคนที่ทำอะไรได้ดีกว่าเขาแทบทุกอย่าง เรียนเก่งกว่า เล่นกีฬาเก่งกว่า ดูน่าเชื่อถือ คุณครูและเพื่อน ๆ มักเลือกเขาในกิจกรรมต่าง ๆ และที่สำคัญ… เป็นคนที่ชิซูกะดูจะชื่นชม
สำหรับเด็กคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ของการรู้สึกว่า “ฉันไม่ดีพอ” ซ้ำแล้วซ้ำอีก พอชิซูโกะหันไปมองคนอื่น จึงอาจไม่ได้หมายถึงเพียง “เธอชอบเขา” เพราะเมื่อมีเดคิซูงิอยู่ตรงนั้น มันมีการเปรียบเทียบเกิดขึ้นพร้อมกันด้วย คำถามจึงไม่ใช่เพียง “ชิซูกะชอบฉันไหม” แต่กลายเป็นระหว่างฉันกับเดคิซูงิ เธอจะเลือกใคร และถ้าคำตอบคือ เดคิซูงิ โนบิตะอาจไม่ได้ยินเพียงว่า ชิซูกะเลือกเดคิซูงิ แต่เขาจะได้ยินว่า “ไงล่ะ เห็นไหม เพราะเดคิซูงิดีกว่าเรา”
การเลือกจึงเดินทางไปอีกขั้น จากแค่เรื่องเธอกับฉัน ที่ควรจะคิดว่าเราสองคนเหมาะกันหรือไม่ ตอนนี้กลายเป็นการเปรียบเทียบว่าใครดีกว่าใคร ไม่ใช่เราสองคนเข้ากันได้ เสริมสร้างกันอย่างไร
วันนี้เราจะนั่งไทม์แมชชีนกัน ไม่ใช่เพื่อไปผจญภัยในโลกใต้ทะเล หรือโลกดึกดำบรรพ์ แต่เราจะนั่งไทม์แมชชีนเดินทางเข้าไปในความทุกข์ของโนบิตะ เพื่อค้นหาว่า ความทุกข์ของเด็กคนหนึ่ง กำลังสะท้อนความทุกข์ของพวกเราหรือเปล่า
และบางที…
เมื่อเราเข้าใจความทุกข์ของโนบิตะ
เราอาจเข้าใจความทุกข์ของตัวเอง…มากขึ้นด้วย
ในภาพยนตร์เรื่อง Stand by Me มีประโยคหนึ่งที่เราเคยพูดใน How ทุกข์ มาแล้ว โนบิตะพูดถึงชิซูกะว่า
“เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน”
ครั้งแรกที่เราได้ยิน มันอาจฟังเหมือนคำสารภาพรัก เหมือนเด็กผู้ชายคนหนึ่งรักเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมากเหลือเกิน แต่ถ้าเราลองฟังอีกครั้ง ประโยคนี้อาจมีความทุกข์ซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด เพราะประโยคนี้ไม่ได้มีเพียง “ฉันรักเธอ” แต่มันมี “ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่อง” และ “เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน” อยู่ในประโยคเดียวกัน
ใน How ทุกข์ ตอนหนึ่ง เราอาจสนใจคำว่า “คนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน” แต่ตอนนี้ก้าวมาสู่อีกคำหนึ่ง “เธอคือทุกสิ่งทุกอย่าง” ทำไมคนคนหนึ่งจึงกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา หรือบางทีในวันที่เราไม่เห็นคุณค่าของตัวเองมากพอ เราจึงต้องฝากคุณค่านั้นไว้กับใครสักคน
ถ้าเธอรักฉัน เลือกฉัน ต้องการฉัน ฉันยังคงมีความหมาย มีอะไรดีอยู่บ้าง และถ้าวันหนึ่งเธอไม่เลือกฉัน สิ่งที่หายไปจึงอาจไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ แต่เป็น คุณค่าของตัวเราเองที่เราเอาไปฝากไว้กับเธอ
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม “การไม่ถูกเลือก” จึงเจ็บปวดได้มากกว่าที่เหตุการณ์ตรงหน้า เพราะบางครั้งเราไม่ได้สูญเสียเพียงสิ่งที่เราต้องการเท่านั้น เรากลับสูญเสียคำตอบเกี่ยวกับคุณค่าของเราไปพร้อมกัน กลายเป็น “ฉันดีพอหรือเปล่า”
คนที่เรารักเลือกคนอื่นมันไม่ใช่แค่บอกว่า เราไม่ได้คบกัน แต่มันกลายเป็น “ฉันไม่น่ารักพอ” บริษัทเลือกผู้สมัครคนอื่นไม่ได้แปลเพียงว่า เราไม่ได้งานนี้ แต่มันกลายเป็น “ฉันไม่มีความสามารถ” สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่ได้แปลว่า เราไม่ได้เรียนที่นี่ แต่มันกลายเป็น “ฉันไม่เก่งพอ” เพื่อน ๆ ไม่ชวนเราเที่ยว ไม่ได้แปลว่า เราไม่ได้ไปเที่ยว แต่มันกลายเป็น “ไม่มีใครอยากมีเราอยู่ด้วย”
เหตุการณ์หนึ่ง ค่อย ๆ กลายเป็นคำพิพากษาตัวตนของเรา
จากเขาไม่เลือกฉัน กลายเป็น ฉันเป็นคนที่ไม่มีใครเลือก
แม้บางครั้ง… เราถูกเลือกแล้ว แต่ความปรารถนาของเราก็ยังไม่จบ เรายังอยากรู้ว่า “เธอรักฉันมากพอไหม” “ฉันเป็นคนสำคัญที่สุดหรือเปล่า” แม้ได้งานแล้วแต่ก็ยังอยากรู้ว่า “เขาเลือกเราเป็นคนแรกไหม” เราได้รับคำชมแล้วแต่เมื่อเห็นคนอื่นได้รับคำชมมากกว่า ได้รับความสนใจมากกว่า คำชมที่เราเพิ่งได้รับกลับดูเล็กลงทันที
นี่เป็นเรื่องแปลกของการเอาคุณค่าไปฝากไว้กับการถูกเลือก เพราะการถูกเลือกหนึ่งครั้งไม่สามารถทำให้เรามั่นใจได้ตลอดไป วันนี้เขาเลือกเราแล้วพรุ่งนี้ล่ะ? เขายังจะเลือกเราไหม ถ้ามีคนที่เก่งกว่าเข้ามาล่ะ ถ้ามีคนที่สวยกว่า หล่อกว่า รวยกว่า สนุกกว่า น่าสนใจกว่า เข้าใจเขามากกว่าล่ะ เขายังจะเลือกเราอยู่ไหม?
และในที่สุด สิ่งที่เราเรียกว่า “อยากถูกรัก” อาจค่อย ๆ กลายเป็น “อยากมั่นใจว่าจะไม่มีวันไม่ถูกเลือก” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลย
มนุษย์เราไม่ได้ต้องการเพียงความรัก เราอาจกำลังต้องการความแน่นอน เราอยากให้ใครสักคนรับประกันว่า วันนี้เขาเลือกเรา พรุ่งนี้เขาจะเลือกเรา อีกสิบปีเขาก็จะเลือกเรา และไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไม่ว่าจะเจอะเจอใคร เราจะยังคงเป็นคนที่ถูกเลือกอยู่เสมอ
แต่มนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่เราควบคุมได้ คนอื่นมีสิทธิ์เลือก มีสิทธิ์เปลี่ยนใจ มีสิทธิ์รักเรา และมีสิทธิ์ไม่รักเรา
นี่จึงเป็นจุดที่ความทุกข์ของคนไม่ถูกเลือก เชื่อมกับ ความทุกข์ของคนที่ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะเมื่อเราควบคุมไม่ได้ว่าใครจะเลือกเรา เราก็อาจเริ่มมองหาวิธีที่จะทำให้เขาเลือก
ถ้าการได้รับเลือกจากชิซูกะ สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขามีคุณค่า สิ่งที่โนบิตะต้องทำต่อไปก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ชิซูกะเลือกเขา
และนั่นพาเราไปถึงของวิเศษชิ้นหนึ่ง… ไข่แสนรักตราตรึงใจ ของวิเศษที่สามารถทำให้คนตกหลุมรักคนที่ตัวเองเห็นหลังจากออกมาจากไข่ สำหรับโนบิตะ ของวิเศษและผลลัพธ์ของมันแทบจะเป็นคำตอบของทุกอย่าง ในข้อจำกัดที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้นั่นคือ เราไม่สามารถบังคับให้ใครรักเราได้
เราสามารถดูแลเขา พูดคุย ทำดีกับเขา พยายามเข้าใจ พัฒนาตนเอง สร้างความสัมพันธ์ แต่สุดท้ายแล้ว เขาจะรักเราหรือไม่ เป็นการตัดสินใจของเขา
สำหรับคนที่เอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับคำตอบนั้นน่ากลัวเหลือเกิน เพราะมันไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “เธอจะรักฉันไหม” แต่มีอีกคำถามซ่อนอยู่เบื้องหลังว่า “ถ้าเธอไม่รักฉัน แล้วฉันยังมีคุณค่าอยู่หรือเปล่า”
และแน่นอน…
ถ้าเป็นโนบิตะ อะไรอะไรมันไม่เคยง่ายแบบนั้น
แม้แต่เรื่องราวของไข่แสนรักที่ดูราบรื่น และไม่น่ามีอุปสรรค
เดคิซูงิกลับกลายเป็นคนที่ชิซูกะเห็นคนแรก เดคิซูงิเองก็ชอบชิซูกะ เขาก็อยากได้รับความรักจากเธอเหมือนกัน แต่เมื่อของวิเศษทำให้คนที่ตัวเขาเองชอบมารักเขาแล้ว แทนที่เขาจะสวมรอยตามน้ำในเหตุการณ์นี้ เขากลับปฏิเสธ เพราะเขาไม่ต้องการใช้ของวิเศษบังคับให้ซิซูกะรักเขา
ถ้าเราสามารถบังคับให้ใครสักคนเลือกเราได้จริง ๆ เรายังเรียกสิ่งนั้นว่า “การถูกเลือก” ได้อยู่หรือเปล่า เพราะคุณค่าของการถูกเลือกอาจอยู่ตรงที่อีกฝ่ายสามารถ ไม่เลือกเรา ได้ด้วย
พอถึงตรงนี้ เราก็คิดว่าหลายคนมีเสียงในใจว่า ไม่แคร์ ขอให้คนที่เรารักแค่อยู่กับเราก็พอ นั่นคือความสุขของเราแล้ว ซึ่งหลายคนเลือกทางนี้ก็อาจจะสุขชั่วคราว และก็เผชิญความอึดอัด ความทุกข์ไปอีกยาวนาน
ความรักจะมีความหมายเมื่อคนสองคนมีอิสระในการเลือก และเขาแต่ละคนใช้เสรีภาพในการเลือกนั้นเลือกกันและกัน โดยไม่โดนครอบงำโดยสิ่งใด หรืออำนาจใดมากดดันให้แต่ละคนเลือก และนี่คือ paradox ของความรัก
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการพูด ให้กำลังใจ หรือเตือนสติกันด้วยคำนี้ “เขาไม่เลือกก็ช่างเขาสิ”
มนุษย์ถูกสร้างมาในความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ที่ยอมรับกันและกัน ความสัมพันธ์ที่รัก ผูกพันกันและกัน มีความรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน การอยากถูกเลือก การอยากอยู่ในความสัมพันธ์จึงไม่ใช่ความอ่อนแอ การอยากถูกเลือกก็เช่นกัน มันเพียงบอกว่า เราเป็นมนุษย์ที่ต้องการความสัมพันธ์
การเสียใจที่ไม่ถูกเลือกก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าคนที่เรารักไม่รักเรา มันเจ็บได้ ถ้าเราพยายามกับงานหนึ่งมานานแล้วไม่ได้รับเลือกมันผิดหวังได้ เราทุ่มเทให้องค์กรหนึ่งมาหลายสิบปี เขากลับยื่นแพคเกจให้เรา เราไม่ได้ไปต่อ มันเศร้าได้ ถ้าเพื่อนที่เราให้ความสำคัญไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรา มันเสียใจได้
เราไม่จำเป็นต้องรีบบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร” เพราะบางทีมันก็เป็นไร และเป็นมากด้วย แต่สิ่งที่เราอาจจะต้องระวังคือ อย่าให้ความเจ็บปวดจากการไม่ได้รับเลือกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเชื่อว่า เราไม่คู่ควรที่จะถูกเลือก
เพราะทุกการเลือกมีบริบท มีปัจจัยของมัน
บริษัทอาจเลือกคนที่เหมาะกับตำแหน่งนี้มากกว่า ไม่ได้หมายความว่าอีกคนเป็นมนุษย์ที่ทรงคุณค่ามากกว่าเรา คนที่เรารักอาจรักคนอื่นแต่นั้นไม่ได้หมายความว่าคนนั้นมีคุณค่ามากกว่าเรา เพื่อนบางกลุ่มอาจเข้ากันได้กับใครบางคนมากกว่า นั่นไม่ได้หมายความว่าเราเป็นเพื่อนที่ไม่มีคุณค่า
บางครั้งเป็นเรื่องของความสามารถ เป็นเรื่องของความเข้ากันได้ การใช้ภาษาเดียวกัน เป็นเรื่องของจังหวะเวลา เป็นเรื่องของความต้องการ บางครั้งเป็นเรื่องของเงื่อนไขที่เราไม่เคยรู้ด้วยซ้ำ และทุกคนมีสิทธิ์เลือก เช่นเดียวกับที่เรามีสิทธิ์เลือก
นี่คือหนึ่งในความทุกข์ที่เกิดขึ้นง่ายมากในโลกทุกวันนี้ เพราะเรากำลังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยการถูกเลือก และการจัดอันดับว่าใครถูกเลือกมากกว่ากัน จำนวนคนกด Like จำนวน Followers จำนวนคนดู จำนวนคนตอบข้อความ จำนวนคนสมัคร จำนวนคนซื้อ จำนวนคน Swipe ขวา จำนวนคนเชิญเราเข้าไปอยู่ในวงหนึ่ง
และโดยไม่รู้ตัว เราอาจเริ่มใช้ตัวเลขเหล่านั้นประเมินและตอบคำถามที่มันไม่เคยถูกสร้างมาเพื่อตอบ “ฉันมีคุณค่ามากแค่ไหน” เราเริ่มพยายามทำให้ตัวเอง “น่าเลือก” มากขึ้นเรื่อย ๆ เก่งขึ้น สวยขึ้น ผอมขึ้น รวยขึ้น ทำงานหนักขึ้น อดหลับอดนอน ประสบความสำเร็จขึ้น น่าสนใจขึ้น มีคนติดตามมากขึ้น ไม่ใช่เพราะเราอยากเติบโต แต่เพราะลึก ๆ เรากลัวว่า ถ้าเราไม่ดีพอ จะไม่มีใครเลือกเรา
ภายนอกที่ดูเหมือนกันระหว่างการพัฒนาตัวเองกับการพิสูจน์ว่าตัวเองคู่ควรกับการถูกเลือก เพราะเขาจะเป็นเหมือนหนูถีบจักรที่วิ่งและปั่นตลอดเวลา เราตั้งใจเรียน ทำงานหนัก ดูแลตัวเอง พัฒนาความสามารถ พยายามทำดีต่อคนรอบข้าง
เราทำสิ่งทั้งหมดนี้เพื่อการเติบโต และอยากเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น หรือ เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะกลัวว่าถ้ายังเป็นคนแบบนี้ จะไม่มีใครเลือกเรา
คุณเป็นแบบไหน? ถ้าเป็นแบบหลัง ต่อให้ถูกเลือก ต่อให้อยู่ในกลุ่ม ความกลัวก็จะยังไม่หายไปไหน คำที่ตามมาหาเราเสมอคือ “ถ้าเราไม่เป็นแบบนี้แบบนั้น เขาจะเลือกเราไหม”
ความทุกข์ของโนบิตะ จึงไม่อยู่เพียงตรงที่เขากลัวว่า ชิซูกะจะเลือกเดคิซูงิ แต่การเลือกของชิซูกะกำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขา ว่าคนอื่นดีกว่าและเขาแย่กว่า นี่คือโลกที่คุณค่ากลายเป็นการแข่งขัน โลกของทุนนิยม มีคนชนะก็ต้องมีคนแพ้ มีคนถูกเลือกก็ต้องมีคนด้อยกว่า
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ ไม่ได้ทำงานเหมือนการจัดอันดับเสมอไป เราไม่ได้รักเพื่อที่ดีที่สุดในโลก เราไม่ได้เลือกคู่ชีวิต จากการเอามนุษย์ทุกคนมาเรียงคะแนน และคนที่ไม่ได้ถูกเลือก ไม่ได้กลายเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าน้อยลงทันทีที่อีกคนหันไปเลือกใคร
ประโยค “เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน” จึงฟังดูทั้งสวยงามและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน เพราะการรักใครสักคนมาก ๆ เป็นสิ่งสวยงาม แต่การให้คนคนนั้นแบกรับคุณค่าทั้งหมดของชีวิตเรา อาจหนักเกินไปสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ควรมีความสัมพันธ์ไหนที่ต้องทำหน้าที่พิสูจน์คุณค่าของเราอยู่ตลอดเวลา แม้แต่คนที่รักเรามากที่สุด เพราะถ้าเขาต้องจากเราไป เราอาจไม่ได้สูญเสียเพียงเขา แต่สูญเสียตัวเองไปพร้อมกันด้วย
บางครั้งเราก็เอาคำว่า “ฉันไม่เลือกเธอ” มาใช้พูดกับตัวเอง เห็นไหม ไม่มีใครควรเลือกคนอย่างเรา เราไม่ต้องรอให้ใครปฏิเสธเรา เราเริ่มปฏิเสธตัวเองก่อนเลย แม้แต่โนบิตะยังไม่อยากเลือกตัวเองเลย ไม่สมัครงานเพราะคิดว่าเขาคงไม่เลือก ไม่พูดเพราะคิดว่าคงไม่มีใครฟัง ไม่ลองเพราะคิดว่าคนอย่างเราคงไม่ได้อยู่แล้ว รีบยิงตัวเองก่อน ก่อนคนอื่นมายิง มาบอกเรา มาทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีคุณค่า…
How ทุกข์ จึงไม่ได้ชวนทุกคนถามคำถามว่า “ทำอย่างไรให้คนอื่นเลือกเรา” หรือ “อย่าไปสนใจว่าใครจะเลือกเรา” ไม่ใช่การหลอกตัวเองว่า เราไม่ต้องการใคร ไม่ใช่การบอกว่าฉันไม่แคร์ใครทั้งนั้น ไม่ใช่ประโยคสำเร็จรูปว่า แค่เลือกตัวเองก็พอ เพราะมนุษย์ต้องการกันและกันจริง ๆ
แต่เป็น “ถ้าเขาไม่เลือกเรา เรายังมองเห็นคุณค่าของตัวเองอยู่หรือเปล่า” และแม้เขาเลือกเราแล้ว ทำไมเรายังต้องการหลักฐานซ้ำ ๆ ว่าเขาจะเลือกเราอีก และค่อย ๆ เรียนรู้ว่า การต้องการความรักจากใครสักคน กับ การต้องใช้ความรักของเขาพิสูจน์คุณค่าของเรา มันเป็นคนละเรื่องกัน
การไม่ถูกเลือก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นแค่หนึ่งเหตุการณ์ แต่มันไม่จำเป็นต้องกลายเป็นตัวตนที่เราเป็น
หวังว่าคุณจะเข้าใจความทุกข์มากขึ้น
เพื่อผลิบานสู่ความสุขในการเดินทางนี้
Author
Related Tags
- belonging
- contingent self worth
- contingent self-esteem
- Dekisugi
- Doraemon
- external validation
- fear of rejection
- How ทุกข์
- I Wasn't Chosen
- I'm never good enough
- I'm not enough
- insecurity
- need to belong
- Nobita
- psychology
- rejection
- rejection sensitivity
- relationship insecurity
- seeking validation
- self esteem
- self worth
- Shizuka
- social comparison
- social media validation
- Stand by Me Doraemon
- validation
- กลัวถูกทิ้ง
- กลัวไม่ดีพอ
- การถูกปฏิเสธ
- การยอมรับ
- คนที่เรารักเลือกคนอื่น
- คนไม่ถูกเลือก
- ความทุกข์ของคนไม่ถูกเลือก
- ความรัก
- ความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์
- คุณค่าจากคนอื่น
- คุณค่าในตัวเอง
- จิตวิทยาความรัก
- ฉันไม่ถูกเลือก
- ชิซูกะ
- ต้องการการยอมรับ
- ถูกปฏิเสธ
- สุขภาพใจ
- อกหัก
- อยากถูกเลือก
- อยากเป็นคนสำคัญ
- อยากเป็นที่รัก
- เขาไม่เลือกเรา
- เดคิซูงิ
- เปรียบเทียบตัวเอง
- โดราเอมอน
- โนบิตะ
- ไม่ถูกเลือก
- ドラえもん
- 選ばれなかった僕
- 野比のび太