How ทุกข์: ความทุกข์ของคนที่ทำอะไรไม่ได้เลย ตอนที่ 3

“ฉันทำอะไรไม่ได้เลย” เราไม่รู้ว่า คุณเคยรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า ไม่ใช่แค่ทำอะไรบางอย่างไม่ได้ แต่เป็นความรู้สึกว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไร เรื่องต่าง ๆ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการอยู่ดี ตั้งใจอ่านหนังสือแล้ว แต่ข้อสอบกลับออกคนละเรื่อง ตั้งใจทำงานแล้ว แต่บริษัทกลับเลือกคนอื่น พยายามรักษาความสัมพันธ์แล้ว แต่อีกคนกลับไม่รักเราเหมือนเดิม วางแผนธุรกิจมาอย่างดี แต่เศรษฐกิจกลับเปลี่ยน ดูแลสุขภาพมาตลอด แต่วันหนึ่งกลับพบว่าเราป่วย

"ทำไม ฉันทำอะไรไม่ได้เลย"

เราไม่รู้ว่าคุณเคยได้ยินประโยคนี้หรือเปล่า

ไม่ใช่แค่ทำอะไรบางอย่างไม่ได้ แต่เป็นความรู้สึกว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไร เรื่องต่าง ๆ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการอยู่ดี

ตั้งใจอ่านหนังสือแล้ว แต่ข้อสอบกลับออกคนละเรื่อง

ตั้งใจทำงานแล้ว แต่บริษัทกลับเลือกคนอื่น

พยายามรักษาความสัมพันธ์แล้ว แต่อีกคนกลับไม่รักเราเหมือนเดิม

วางแผนธุรกิจมาอย่างดี แต่เศรษฐกิจกลับเปลี่ยน

ดูแลสุขภาพมาตลอด แต่วันหนึ่งกลับพบว่าเราป่วย

บางครั้ง สิ่งที่ทำให้เราทุกข์ อาจไม่ใช่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเลวร้ายที่สุด แต่อาจเป็นความรู้สึกว่า “ฉันทำอะไรกับมันไม่ได้เลย” และความรู้สึกว่า เราทำอะไรไม่ได้เลยอาจน่ากลัวกว่าที่เราคิด เพราะเมื่อมนุษย์รู้สึกว่า ตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่เรามักทำก็คือ พยายามหาอะไรบางอย่าง ที่จะทำให้เรากลับมาควบคุมชีวิตได้อีกครั้ง

How ทุกข์

การเดินทางที่พาคุณ

เข้าใจความทุกข์

และผลิบานสู่ความสุข

ครั้งนี้… The Owls City อยากชวนคุณรู้จักอีกมุมของเด็กผู้ชายคนหนึ่งอีกครั้ง

เด็กผู้ชายคนนี้อายุสิบขวบ เรียนอยู่ชั้นประถมปลาย พ่อแม่คาดหวังให้เขาเติบโตขึ้นอย่างอิสระ เป็นธรรมชาติ เติบโตโดยไม่ถูกบังคับ พ่อคาดหวังให้ลูกฉลาดเหมือนแม่ ในขณะที่แม่คาดหวังให้ลูกแข็งแรงและเก่งกีฬาเหมือนพ่อ

แต่ในความเป็นจริง เด็กคนนี้เรียนไม่เก่ง สอบได้ศูนย์อยู่บ่อย ๆ วิ่งก็ช้า เล่นกีฬาก็ไม่เก่ง ถูกแม่บ่น ถูกครูดุ ถูกเพื่อนแกล้ง เพื่อนคนหนึ่งเรียนเก่งกว่า อีกคนแข็งแรงกว่าอีกคนร่ำรวยกว่า

แม้แต่ผู้หญิงที่เขาชอบ เขายังรู้สึกว่าเธอน่าจะเหมาะกับคนอื่นมากกว่าตัวเขา

ถ้าคุณเคยอ่าน How ทุกข์ ตอนอื่น ๆ คุณคงรู้จักเขาดีอยู่แล้ว แต่ถึงไม่เคยเห็น คุณก็คงเดาออกว่าเด็กคนนี้คือ โนบิ โนบิตะ

ถ้าเรามองโนบิตะแบบที่เราเคยมองตอนเด็ก เราอาจบอกว่า โนบิตะขี้เกียจ ไม่พยายาม ไม่ค่อยคิดจะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง มีอะไรนิดหน่อยก็วิ่งร้องไห้กลับบ้าน

“โดราเอมอนนนนนนน”

แล้วก็ขอของวิเศษ

สอบไม่ได้ ………. ขอของวิเศษ

โดนไจแอนท์แกล้ง ………. ขอของวิเศษ

อยากเอาชนะซูเนโอะ ………. ขอของวิเศษ

อยากให้คนอื่นชื่นชม ………. ขอของวิเศษ

อยากให้ชิซูกะรัก ………. ก็ยัง… ขอของวิเศษ

ดูไปดูมาในตอนเด็กเราก็สนุกและลุ้นตามว่าตอนนี้ของวิเศษจะเป็นอะไร เรื่องราวจะสนุกขนาดไหน แต่พอดูตอนโต บางครั้งเราก็อดหงุดหงิดไม่ได้ ทำไมไม่พยายามทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง ทำไมต้องหาทางลัดอยู่ตลอดเวลา และเริ่มสงสัยว่า “ทำไมโนบิตะถึงต้องการของวิเศษมากขนาดนั้น”

Time Machine

วันนี้เราจะนั่งไทม์แมชชีนกัน ไม่ใช่เพื่อไปผจญภัยในโลกใต้ทะเล หรือโลกดึกดำบรรพ์ แต่เราจะนั่งไทม์แมชชีนเดินทางเข้าไปในความทุกข์ของโนบิตะ เพื่อค้นหาว่า ความทุกข์ของเด็กคนหนึ่ง กำลังสะท้อนความทุกข์ของพวกเราหรือเปล่า

และบางที…

เมื่อเราเข้าใจความทุกข์ของโนบิตะ

เราอาจเข้าใจความทุกข์ของตัวเอง…มากขึ้นด้วย

ลองมองโลกจากตำแหน่งที่โนบิตะยืนอยู่ ลองสวมรองเท้าคู่เดียวกับเด็กคนนี้

เขาอยากสอบได้ดี แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไร ก็ดูเหมือนจะผิดพลาดอยู่เสมอ

เขาอยากสู้ไจแอนท์ แต่สู้ไม่ได้ เขาอยากมีของดี ๆ แบบซูเนโอะ แต่ฐานะทางบ้านไม่ได้รวยแบบใช้จ่ายอะไรก็ได้ มีรถหรูๆ เครื่องบินบังคับวิทยุสุดเจ๋งแบบนั้น เขาอยากเก่งเหมือนเดคิซูงิ แต่ก็ไม่ได้มีความสามารถแบบเดคิซูงิ

เขาเก่งอย่างเดียวคือการพันด้าย แต่ก็นะ… (ใครก็คงคิดว่าจะเอาไปใช้อะไรได้ แล้วก็มองบน)

เขาอยากให้ชิซูกะรัก แต่ความรักของใครสักคน เป็นสิ่งที่เราไม่มีวันบังคับได้ และที่หนักกว่านั้น เขายังรู้จากอนาคตอีกว่า ถ้าชีวิตดำเนินต่อไปแบบเดิม อนาคตของเขาอาจไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เขาจะได้แต่งงานกับไจโกะ น้องไจแอนท์ ไม่ใช่ซิซูกะ

เมื่อมองแบบนี้ ชีวิตของโนบิตะเต็มไปด้วยสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้

แล้ววันหนึ่ง มีหุ่นยนต์แมวสีฟ้าเดินทางมาจากอนาคตพร้อมกระเป๋าที่พุงใบหนึ่ง แล้วแทบทุกครั้งเมื่อโนบิตะรู้สึกว่า “ไม่ไหวแล้ววววว ทำอะไรไม่ได้เลยยยย” กระเป๋าใบนั้นกลับบอกเขาว่า “มีของที่ทำได้”

ถ้าคุณเป็นโนบิตะ เอาตามตรง คุณจะไม่อยากได้มันจริง ๆ เหรอ

ของวิเศษของโดราเอมอน อาจไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ทำให้เรื่องสนุกแค่นั้น แต่มันอาจสะท้อนความปรารถนาบางอย่างที่อยู่ลึกมากในมนุษย์ ความปรารถนาที่ว่าถ้าเรามีเครื่องมือที่ดีพอ บางทีเราจะควบคุมชีวิตได้

และเมื่อคิดแบบนี้ เราอาจไม่ได้แตกต่างจากโนบิตะเท่าไรเลย เพียงแต่ของวิเศษของเราไม่ได้ถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าสี่มิติ

เราซื้อนาฬิกา เพื่อวัดการนอน วัดชีพจร วัดการออกกำลังกาย วัดความเครียด เพราะเราอยากรู้ว่า ร่างกายของเราเป็นอย่างไร

เราหาอาหาร อาหารเสริม เครื่องดื่ม กาแฟ วิตามิน หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อทำให้เราหลับดีขึ้น ตื่นมาด้วยความสดใสขึ้น คิดได้ดีขึ้น ทำงานได้นานขึ้น สุขภาพดีขึ้น

เราใช้ Calendar เพื่อควบคุมเวลา ใช้ To-do list เพื่อควบคุมงาน ใช้ Application
เพื่อควบคุมรายจ่าย ใช้ GPS เพื่อควบคุมการเดินทาง ใช้ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ตลาดใช้ประกันเพื่อจัดการความเสี่ยง ใช้ AI เพื่อช่วยคิด ช่วยเขียน ช่วยวิเคราะห์ และตัดสินใจ

สิ่งเหล่านี้ผิดไหม

ไม่ผิดเลย ตรงกันข้าม ความสามารถในการสร้างเครื่องมือ เพื่อจัดการกับปัญหา อาจเป็นหนึ่งในความสามารถที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ด้วยซ้ำ ถ้าเราควบคุมอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ มนุษย์คงไม่สามารถสร้างบ้าน สร้างเมือง สร้างระบบชลประทาน สร้างยา สร้างเครื่องบิน หรือส่งยานออกไปนอกโลกได้

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “เราพยายามควบคุมชีวิต” เพราะเราจำเป็นต้องควบคุมบางอย่าง ปัญหาอาจเริ่มขึ้นเมื่อเราค่อย ๆ เชื่อว่า ถ้าเรามีเครื่องมือดีพอ มีข้อมูลมากพอ มีเงินมากพอ มีอำนาจมากพอ หรือวางแผนดีพอ เราน่าจะควบคุมทุกอย่างได้ และนี่คือจุดที่ของวิเศษ เริ่มน่าสนใจขึ้นมา

โนบิตะรักชิซูกะ แต่มีปัญหาคือเขาไม่สามารถควบคุมได้ว่า ชิซูกะจะรักเขาหรือเปล่า นี่คือความจริงธรรมดามากของความรัก เรารักใครได้ ดูแลใครได้ บอกความรู้สึกของเราได้ เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราทำไม่ได้คือ บังคับให้อีกคนรักเรา แต่ถ้ามีของวิเศษที่สามารถทำให้คนหนึ่ง ตกหลุมรักอีกคนได้ล่ะ

ในภาพยนตร์ Stand by Me Doraemon นั้นโดราเอมอนได้นำ “ไข่แสนรักตราตรึงใจ” ของวิเศษชิ้นหนึ่งที่เมื่อเข้าไปอยู่ในไข่ตามเวลาที่กำหนด หลังจากออกมาคนที่อยู่ข้างในจะตกหลุมรักคนแรกที่ตัวเองเห็น

สำหรับโนบิตะ มันคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบเพราะปัญหาที่เขาควบคุมไม่ได้ กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ เขาไม่ต้องเสี่ยงว่า ชิซูกะจะปฏิเสธ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องสร้างความสัมพันธ์ ไม่ต้องแข่งขันกับเดคิซูงิ ไม่ต้องเผชิญกับความเป็นไปได้ว่า คนที่เรารักอาจไม่ได้เลือกเรา แค่ใช้ของวิเศษทุกอย่างก็จะเป็นอย่างที่ต้องการ

แต่แน่นอน… 

ถ้าเป็นโนบิตะ อะไรอะไรมันไม่เคยง่ายแบบนั้น

คนที่ซิซูกะเห็นก่อน กลับกลายเป็นเดคิซูงิ หนุ่มหล่อ ศัตรูหัวใจตลอดกาล

แล้วเดคิซูงิกลับพูดประโยคหนึ่งกับชิซูกะว่า “ฉันชอบชิซูกะนะ แต่ฉันไม่อยากใช้เครื่องมือมาทำให้ใครรักฉัน”

เดคิซูงิไม่ได้ปฏิเสธของวิเศษ เพราะมันเสียหรือมันใช้ไม่ได้มีอะไรขัดข้อง ตรงกันข้ามเขาปฏิเสธทั้งที่มันใช้ได้ ทั้งที่มีโอกาส ทั้งที่ชิซูกะเห็นเขาก่อนและตกหลุมรักเดคิซูงิอันเป็นผลมาจากของวิเศษนี้แล้ว

เราชอบสถานการณ์และคำตอบของเดคิซูงิมาก ในชีวิตเราก็มีคำถามหลักอยู่สองคำถาม คำถามแรกคือ “เราทำได้ไหม” และอีกคำถามหนึ่งคือ “ถ้าทำได้ เราควรทำไหม”

สองคำถามนี้ไม่เหมือนกันเลย

มนุษย์สร้างเทคโนโลยีได้ ไม่ได้หมายความว่า เราควรใช้เทคโนโลยีนั้นกับทุกอย่าง เรามีข้อมูลของคนอื่นได้ ไม่ได้หมายความว่า เรามีสิทธิ์ใช้ข้อมูลนั้นอย่างไรก็ได้ เรามีเงินมากกว่า ไม่ได้หมายความว่า เรามีสิทธิ์ซื้อทุกสิ่ง เรามีตำแหน่งสูงกว่า ไม่ได้หมายความว่า เรามีสิทธิ์บังคับทุกคน เรามีอำนาจ ไม่ได้หมายความว่า เรามีสิทธิ์ใช้อำนาจนั้นทุกครั้ง และนี่อาจเป็นจุดที่ ความต้องการควบคุมของมนุษย์ เริ่มมีด้านมืด

เพราะตอนแรก เราเพียงต้องการควบคุมชีวิตของตัวเอง แต่วันหนึ่งเมื่อโลกยังไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เราอาจเริ่มพยายามควบคุมคนอื่น เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ

ตอนแรก เราอยากชนะด้วยความสามารถ แต่ถ้าชนะไม่ได้เราก็เริ่มโกง โดยเปิดการ์ดว่านี่คือทางลัด เราอยากได้ผลประโยชน์แต่ถ้ากติกาไม่เปิดทางให้ เราก็เริ่มทุจริต เราอยากให้คนอื่นเห็นด้วย แต่เมื่อเขาไม่เห็นด้วย เราก็เริ่มใช้อำนาจเพื่อทำให้เขาเงียบ ใช้การฟ้องร้องเพื่อทำให้คนที่เห็นต่างวุ่นวาย จนไม่มีเวลามาคัดค้าน เราอยากให้คนอื่นทำตาม แต่เมื่อคำพูดใช้ไม่ได้ บางคนใช้การข่มขู่ ความรุนแรง หรือแม้กระทั่งอาวุธ เพื่อทำให้ตัวเองกลับมาเป็น คนที่กำหนดสถานการณ์ตามใจที่เราต้องการ

พอทำแบบนี้ก็ถล่ำตัวลึกขึ้น ลึกขึ้น จนกลับมาสู่คำว่า “ฉันควบคุมอะไรไม่ได้” เพราะผลกระทบมันบานปลาย เราเลยปล่อยไหล และทำตัวให้ถล่ำลึกขึ้นไปอีก

ความรู้สึกว่า “ฉันควบคุมอะไรไม่ได้เลย” อาจทำให้มนุษย์อยากได้อำนาจในการควบคุมกลับคืนมา จากการควบคุมสิ่งต่าง ๆ เราอาจค่อย ๆ ข้ามไปสู่การควบคุมคนอื่น ๆ โดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว บางคนก็เปิดการ์ดความรัก ความหวังดี การที่ชิซูกะมารัก มาใช้ชีวิตกับโนบิตะมันไม่ดีตรงไหน การที่คนที่เรารักใช้ชีวิตอย่างที่เราหวังดีต่อเขามันไม่ดีตรงไหน เราก็ไม่ได้หวังร้าย หรืออยากให้เขาล้มเหลวหรือผิดพลาดเสียหน่อย

นี่อาจเป็นด้านที่น่ากลัวที่สุดของความต้องการควบคุม คือวันที่เราเริ่มเชื่อว่า เพื่อให้ชีวิตของเราเป็นอย่างที่ต้องการ คนอื่นก็ต้องเป็นอย่างที่เราต้องการด้วย

โนบิตะอยากให้ชิซูกะรักเขา ความต้องการนั้นไม่ผิดเลย แต่ทันทีที่เขาใช้เครื่องมือเพื่อทำให้ชิซูกะรักเขา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การทำให้โนบิตะได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่มันกำลังเอาบางอย่างออกไปจากชิซูกะด้วย นั่นคือ สิทธิ์ในการเลือก

นี่คือเส้นบาง ๆ ระหว่าง การมีพลังในการดำเนินชีวิตของเรา กับ การใช้อำนาจเพื่อกำหนดชีวิตของคนอื่น

เราอาจเรียกสิ่งแรกว่า Agency ความสามารถในการลงมือทำ ตัดสินใจ และตอบสนองต่อสถานการณ์ของชีวิต ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ควบคุม (Control) เป็นความพยายามทำให้สถานการณ์เป็นอย่างที่เราต้องการ การควบคุมไม่ได้ผิดเสมอไป เราต้องควบคุมรถที่เราขับ ควบคุมรายจ่าย ควบคุมตารางเวลา ควบคุมกระบวนการผลิต แต่เมื่อการควบคุมเดินไปไกลกว่านั้น จนกลายเป็น “ทุกอย่างต้องเป็นอย่างที่ฉันต้องการ” และโดยเฉพาะ “คนอื่นต้องเป็นอย่างที่ฉันต้องการ” การควบคุมอาจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น Domination หรือเรียกว่า การครอบงำ โน้มน้าว

เส้นทางนี้อาจเริ่มจากประโยคเล็ก ๆ ที่ดูไม่มีพิษภัยเลยว่า “ฉันทำอะไรไม่ได้เลย” เพราะเมื่อเราทนกับความรู้สึกไร้อำนาจไม่ได้ เราอาจเริ่มแสวงหา เครื่องมือ เงิน ความรู้ ตำแหน่ง อำนาจ หรือทางลัด เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่า อย่างน้อย ฉันยังเป็นคนควบคุม และนี่ทำให้เรานึกถึงเรื่องหนึ่งที่เราเรียกว่า Practical Knowledge หรือสูตรลับที่ทำได้เลย ทำให้ฉันกลับมารวย ทำให้ฉันได้รับการเลื่อนขั้นได้เลย ทำให้ฉันผอมได้เลย และทำให้ฉันเต็มไปด้วยความสุขทันที

แต่ชีวิตจริงไม่ได้ทำงานเหมือนสมการเสมอไป

คุณอาจเป็นพ่อแม่ที่ดีมาก แต่คุณกำหนดไม่ได้ว่าลูกของคุณจะเติบโตขึ้นเป็นใคร 

คุณอาจทำธุรกิจอย่างดีที่สุด แต่คุณควบคุมเศรษฐกิจ คู่แข่ง เทคโนโลยี สงคราม โรคระบาด หรือพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งหมดไม่ได้ 

คุณอาจดูแลสุขภาพอย่างดี แต่ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า เราจะไม่ป่วย

คุณอาจรักใครคนหนึ่งอย่างดีที่สุดเท่าที่คุณจะรักได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์บังคับให้เขารักคุณกลับ

นี่คือการแยกออกว่า อะไรที่เราทำได้ อะไรที่เรามีอิทธิพลต่อมันได้ อะไรที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และที่สำคัญมาก อะไรที่ถึงแม้เราจะควบคุมมันได้ เราก็ไม่ควรควบคุม

เพราะเทคโนโลยีทำให้เราทำได้ การมีเงินทำให้เราทำได้ ตำแหน่งสูง ๆ ทำให้เราทำได้ กฎหมายอาจเปิดช่องให้เราทำได้ การมีอำนาจทำให้เราทำได้ แต่คำว่า “ทำได้” ไม่เคยมีความหมายเดียวกับ “ควรทำ”

เราสามารถเลือกเพื่อรักษาคุณสมบัติที่ดีในความเป็นมนุษย์ของเราได้

สิ่งที่ดูเหมือนมีผลลัพธ์ที่ดี แต่มันไม่ได้ส่งผลดีตามนั้น เราจึงเห็นหลายครั้งที่โนบิตะใช้ของวิเศษเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง กลับกลายเป็นสร้างปัญหาและความวุ่นวายมากขึ้น ของวิเศษหรือเทคโนโลยีอาจจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็เป็นกลางในตัวมันเอง ผลที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับมนุษย์ว่าเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีทำอะไร ใช้โกงเป็นสแกมเมอร์ หรือใช้สร้างสรรค์ตัวเองและสังคมรอบข้าง

และนั่นคือเหตุผลของซีรีย์นี้ที่ชื่อว่า How ทุกข์

เพราะเราไม่ได้เชื่อว่า เราทุกคนเกิดมาเพื่อมีความทุกข์ เกิดมาเพื่อล้มเหลว และเป็นคนไม่ได้เรื่อง ไม่มีศักยภาพในการทำอะไรสักอย่าง เราเชื่อว่า ความทุกข์มีที่มา มีปัจจัย มีบริบท สิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเรา จนบางครั้งเราเองก็ไม่รู้ตัวว่า ทำไมถึงคิดแบบนี้ ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ แม้กระทั่ง ทำไมถึงมองตัวเองแบบนี้

ความทุกข์ของโนบิตะ อาจไม่ได้อยู่ที่เขาไม่มีศักยภาพในการทำอะไร หรือเขาทำอะไรไม่ได้เลย เพราะจริง ๆ แล้วเขาทำอะไรได้หลายอย่าง แต่เขาไม่เคยให้คุณค่ากับมันโดยไม่รู้ตัว เพราะคนรอบข้างพร่ำบอกเขาว่าความเก่งของเขาไม่มีคุณค่า ไม่ดีพอ ฯลฯ แต่ความเก่งในการพันด้าย ที่หลายคนอาจจะเอ๊ะ หรือมองบนในตอนแรก กลับช่วยเขาในหลาย ๆ สถานการณ์

เมื่อดูพฤติกรรมผิดที่ผิดเวลาของโนบิตะ ที่ตั้งใจมุ่งมั่นอ่านเลขคณิต แต่ไปสอบดันเจอข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ คนส่วนใหญ่จะมองว่าโนบิตะผิดพลาด ใช่ โนบิตะผิดพลาดจริง แต่สิ่งที่เราไม่ได้พูดกันคือ ความรู้ที่โนบิตะอ่านวิชาคณิตศาสตร์นั้นไม่ได้หายไปไหน ถ้าวันรุ่งขึ้นมีสอบวิชาคณิตศาสตร์ เขาต้องได้คะแนนมากกว่าศูนย์แน่นอน

สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราสะสมมาในชีวิต มันมีประโยชน์เสมอ และรอเวลาในการใช้ให้ตรงกับสถานการณ์ที่เราอาจไม่คาดคิด เพียงแค่โนบิตะจดจ่อกับความผิดพลาด ความล้มเหลวที่หล่อหลอมและฝังหัวเขาอยู่ จนไม่ได้คิดถึงสิ่งดีที่ตนเองมี และเขาอาจยังแยกไม่ออกว่า อะไรคือสิ่งที่เขาทำได้ อะไรคือสิ่งที่ต้องใช้เวลา อะไรคือสิ่งที่ต้องยอมรับ และอะไรคือสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในมือของเขาตั้งแต่แรก

และการยอมรับว่า “มีบางอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้” อาจฟังดูเหมือนอ่อนแอ เหมือนความพ่ายแพ้ แต่การยอมรับข้อจำกัดตัวเองที่แท้จริงคือความเข้มแข็ง

“ฉันควบคุมทุกอย่างไม่ได้” ไม่ได้แปลว่า “ฉันทำอะไรไม่ได้เลย”

ระหว่างสองประโยคนี้ มีพื้นที่กว้างมาก พื้นที่ที่เราเลือกได้ ตัดสินใจได้ ลงมือทำได้ ปรับตัวได้ ขอความช่วยเหลือได้ เรียนรู้ได้ เปลี่ยนแปลงได้ และบางครั้งยอมรับได้

ครั้งหน้า ถ้ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น แล้วเสียงหนึ่งในตัวคุณพูดว่า “ฉันทำอะไรไม่ได้เลย” เราไม่ได้อยากให้คุณรีบปฏิเสธมัน ไม่ได้อยากให้รีบบอกตัวเองว่า “เราต้องคิดบวก” หรือ “ทุกอย่างเป็นไปได้” เพราะบางอย่างอาจเป็นสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้จริง ๆ

แต่ลองอยู่กับคำถามนั้นให้นานขึ้นอีกนิด แล้วถามว่า อะไรที่เราควบคุมได้ อะไรที่เราเพียงมีอิทธิพลต่อมันได้ อะไรที่เราต้องยอมรับว่าควบคุมไม่ได้

และ… มีอะไรหรือเปล่าที่เรากำลังพยายามควบคุม ทั้งที่มันไม่ควรเป็นของเราที่จะควบคุมตั้งแต่แรก ตรงไหนต้องปล่อยให้คนอื่นมีสิทธิ์เลือกชีวิตของเขาเอง

หวังว่าคุณจะเข้าใจความทุกข์มากขึ้น 

เพื่อผลิบานสู่ความสุขในการเดินทางนี้

Author

  • MidNight [owlditorship]

    At Night, I can't sleep.
    In the morning, I can't wake up.

You May Also Like
อ่านต่อ..

How ทุกข์: ความทุกข์ของคนที่ไม่เคยดีพอ ตอนที่ 2

“ทำไมเราถึงไม่เก่งเหมือนเขา” เราไม่รู้ว่า คุณเคยพูดประโยคนี้กับตัวเองหรือเปล่า อาจไม่ใช่คำเดียวกันเป๊ะ ๆ แต่อาจเป็น “ทำไมเขาทำได้ แต่เราทำไม่ได้” “ทำไมเขาไปไกลกว่าเราแล้ว” “ทำไมชีวิตเขาดูดีกว่าเรา” หรือบางครั้ง มันอาจเหลือเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “เรายังไม่ดีพอ”
อ่านต่อ..
อ่านต่อ..

How ทุกข์: ความทุกข์ของคนไม่ได้เรื่อง ตอนที่ 1

“เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนไม่ได้เรื่องอย่างฉัน” คนที่กล่าวประโยคนี้ เป็นคนที่มีอายุเพียงสิบขวบ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้างภายในไม่กี่ปี ถึงเรียกตัวเองว่า “คนไม่ได้เรื่อง” และมีถ้อยคำที่บ่งบอกความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ได้ขนาดนี้
อ่านต่อ..